เมื่อช่วงสี่ห้าวันที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยเค้าจัดให้มีการตรวจสุขภาพประจำปี ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องดีมาก เป็นสวัสดิการแก่ข้าราชการและลูกจ้างทุกคนของมหาวิทยาลัย รวมทั้งบรรดาท่านที่เกษียณราชการไปแล้วด้วย กิจกรรมนี้จัดต่อเนื่องกันมานานแล้ว เรียกว่าเป็นโอกาสที่ดีที่บุคลากรจะได้มีโอกาสรู้ว่าตอนนี้สถานการณ์ชีวิตของเราเป็นยังไงบ้าง หลายคนจึงถือเป็นเรื่องสำคัญ ที่สำคัญช่วงที่ผ่านมา เราทำงานภายใต้แนวคิดบริหารจัดการแบบใหม่ (ที่เชื่อว่าน่าจะดี?)ทำงานตามตัวบ่งชี้ (คนชี้มีแยะซะด้วย)ก็เลยทำให้ชีวิตการทำงานสำหรับหลายคนดูเครียดๆ ไปตามๆ กัน ทั้งผู้บริหารและบุคลากร ที่จริงน่าสนใจนะครับว่า คนสองกลุ่มนี้ใครน่าจะเครียดกว่าใคร
ภรรยาผมเขาก็ไปตรวจด้วย คงต้องรอผล แต่เบื้องต้นก็คือปัญหาความดันโลหิต คือออกไปทางสูง การรู้เช่นนี้ก็ดีไปอย่าง จะได้ระแวดระวังตัว กินอาหารที่เหมาะสม พักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังสม่ำเสมอ สำคัญอย่าเครียด ไอ้ประการหลังนี่หลายคนบอก แหมทำยากไอ้ที่จะให้ไม่เครียด ทำยากยังไงก็ต้องทำครับ ไม่งั้นต่อให้กินยากันยังไง ไม่มีทางหายหรือไม่มีทางควบคุมมันได้หรอก ต้องคอยบอกเธอเสมอแหละครับว่าอย่าไปเครียดกับมันนัก ทุกอย่างไม่มีอะไรจีรัง มันมาแล้วก็ไป ไม่ว่าจะเป็นคน สัตว์ สิ่งของ
เพื่อนๆ ผมหลายคนไปตรวจสุขภาพแล้วเอามาเล่าสู่กันฟัง ว่าไปตรวจแล้วเจอโน่นเจอนี่ เป็นโน่นเป็นนี่ มีภาวะเสี่ยงต่อไอ้นั่น เสี่ยงต่อไอ้นี่ ก็วัยมันเลยห้าสิบ รอมร่อจะหกสิบ โรคภัยไข้เจ็บเลยเริ่มกรายเข้ามาหามากขึ้นๆ พวกนั้นมาถามผมว่า ผมเป็นอะไรมั่งป่าว ผมบอกไม่เห็นเป็นอะไรเลย มันงงบอกเป็นได้ไงไม่เป็นอะไรเลย ผมบอกทำไมจะไม่ได้ล่ะ ผมไม่ได้เป็นอะไรเลยก็เพราะผมไม่ได้ตรวจไง ไม่ได้ตรวจก็เลยไม่เจออะไร ไม่เจออะไรก็เลยไม่เป็นอะไร เป็นไงล่ะ เพื่อนบอกว่าผมประมาทไปหรือเปล่า น่าจะตรวจบ้าง ผมบอกผมไม่ได้ตรวจมาหลายปีแล้ว มันเลยไม่เป็นอะไรเลย เพื่อนผมเลยลงความเห็นว่า ไอ้นี่บ้า
ความจริงผมไม่ได้ประมาทอะไรหรอก เพียงแต่มีสมมติฐานส่วนตัวบางอย่าง ที่อาจจะต่างไปจากหลายๆ คน ก็เลยอยากทำตามสิ่งที่ตนเองเชื่อ ก็เท่านั้น แต่ไม่ใช่ประมาท เพราะผมรู้ดีว่าความประมาทย่อมเป็นหนทางแห่งความเสื่อม นี่พอตรวจสุขภาพผ่านไป ตอนเย็นเลยเห็นบางคนที่ไม่ค่อยได้ออกกำลัง เริ่มมาออกกำลัง รอบๆ มหาวิทยาลัย ดีครับ สนับสนุนเต็มที่เลยเรื่องนี้ มนุษย์เรามีแค่สองอย่างคือกายกับใจ ทำกายและใจเราให้แข็งแรงแจ่มใสไร้กิเลส เพียงเท่านี้ก็วิเศษแล้ว พระพุทธเจ้าตรัสว่า ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ เป็นสัจธรรมที่ทุกคนรู้ดี แต่เอาเข้าจริง เราก็ยังอยากได้อยากเป็นอะไรต่ออะไรนอกเหนือไปจากความไม่มีโรคอยู่ดี