อย่างที่เล่าให้ฟังในตอนที่ผ่านมาล่ะครับ ว่าเรื่องราวเกี่ยวกับตัวท่านอาจารย์เอี่ยมที่ผมจะเขียนเริ่มมีน้อยลงตามลำดับ ทั้งนี้ก็เนื่องจากผมไม่ค่อยมีโอกาสได้พบ ได้เห็น หรือร่วมประชุมกับท่านสักเท่าไรนัก ยิ่งพอถึงปี 2533 ที่ผมมาเป็นอาจารย์ที่สาขาวิชาคหกรรมศาสตร์ ก็ยิ่งมีโอกาสพบเห็นท่านน้อยลงไปอีก ที่จะได้พบเห็นท่านก็ในโอกาสอย่างเช่น การปฐมนิเทศผู้ประสานงานการสอบในแต่ละภาคการศึกษา ที่ส่วนใหญ่ท่านจะมาเปิดเอง เป็นต้น ...ผมมามีโอกาสได้ร่วมประชุมกับท่านมากขึ้น ก็ตอนที่เป็นกรรมการผู้แทนสาขาวิชาคหกรรมศาสตร์ในสภาวิชาการ น่าจะประมาณปี 2539-2540 ราวๆ นั้น ตอนนั้นได้พบเห็นท่านทุกวันพฤหัสบดีของทุกสัปดาห์ ด้วยการแต่งกายในชุดสากลที่ดูภูมิฐาน ด้วยท่าทางการเดินเข้ามาในห้องประชุมในแบบของท่านอาจารย์ ด้วยสายตาที่มองมายังผู้ใต้บังคับบัญชา (น้องๆ และลูกศิษย์ของท่านในมหาวิทยาลัย) ท่านอาจารย์เอี่ยมในฐานะอธิการบดีในสภาวิชาการยังคงมีบุคลิกที่น่ายำเกรงเช่นเดิมไม่เสื่อมคลาย ...แต่แม้จะดูน่ายำเกรง ท่านก็พอมีอารมณ์ขันบ้างเหมือนกันในการประชุม
ช่วงนั้นการประชุมสภาวิชาการวาระแรกๆ จะเป็นการติดตามการผลิตชุดวิชาว่าคณาจารย์ที่รับผิดชอบแต่ละสาขาวิชาเขียนกันไปถึงไหน แต่ละชุดแต่ละหน่วยที่จะเปิดสอนทำเสร็จกันไปกี่มากน้อย ทำนองเช็ครายชื่อจำเลยในศาลทีละชุดวิชา ในแต่ละภาคที่จะเปิดสอนเลยว่าใครบ้างมีความคืบหน้าไปถึงไหน เนื่องจาก มสธ มีปัญหากับการผลิตเอกสารการสอนอย่างมากมาตลอดนับตั้งแต่เปิดสอนครั้งแรก ...เรียกได้ว่าปัญหาการผลิตชุดวิชา หรือการเขียนหน่วยเป็นปัญหาคู่บ้านคู่เมือง มสธ มาแต่ไหนแต่ไร ...ท่านอาจารย์เอี่ยมก็จะไล่ทีละภาคที่ละชุด คนที่มีหน้าที่รายงานความก้าวหน้าก็แจ้งที่ให้ประชุมทราบตามที่ประธานชุดเขาฝากมา เช่น กำลังอยู่ระหว่างดำเนินการ คาดว่าจะเสร็จสัปดาห์หน้า หรือไม่ก็ ร่างหนึ่งเสร็จแล้ว ร่างสองคาดว่าสัปดาห์หน้าจะแล้วเสร็จ หรือไม่ก็กำลังอยู่ระหว่างร่างสาม คาดว่าจะเข้าโรงพิมพ์ได้สัปดาห์หน้า หรือไม่ก็ยังไม่มีข้อมูลความคืบหน้า เนื่องจากโทรติดต่อประธานชุดกับผู้เขียนไม่ได้ อะไรทำนองเนี้ย เป็นต้น แบบเครียดไปตามๆ กันในที่ประชุม ...ดูท่านเองก็เป็นกังวลกับปัญหา ท่านก็เคยพูดว่าทำไมมันจึงทำกันไม่เสร็จกันซักที หรือว่าเป็นพวกนาโต้ (NATO) หรือเปล่า ท่านก็ถามที่ประชุมว่ารู้ไหมนาโต้หมายถึงอะไร กรรมการสภาวิชาการก็งงกันเป็นส่วนใหญ่ อะไรนาโต้ มายังไง ...ท่านก็เฉลยว่าไอ้พวกนาโต้ (NATO) ก็คือ พวก No Action, Talk Only ไงเล่า คือไอ้พวกเอาแต่พูด แต่ไม่ค่อยจะทำ เนี่ยแหละพวกนาโต้ ...ผมนั่งฟังก็ถึงบางอ้อ มานั่งนึกย้อนกลับไป ดูท่านก็มีอารมณ์ขันแฝงอยู่เช่นกัน
จนเมื่อเข้าสู่วาระที่สามของการดำรงตำแหน่งอธิการบดี ท่านประสบปัญหาสุขภาพจนต้องเข้าโรงพยาบาล จนเมื่อออกมาจากโรงพยาบาลแล้ว ท่านก็ยังเดินไม่สะดวก รวมทั้งสถานการณ์ด้านการบริหารงานของท่านเริ่มประสบกับกระแสความไม่พอใจของบุคลากรบางส่วนในมหาวิทยาลัยที่ไม่ต้องการให้ท่านอยู่ในตำแหน่งอธิการบดีต่อไปอีก เหตุการณ์ตอนนั้นนับว่าเป็นสถานการณ์ความขัดแย้งที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของ มสธ ใครที่ร่วมสมัยในเหตุการณ์ครั้งนั้นย่อมจำได้ดี มีทั้งการประท้วงตัวท่านอาจารย์เอี่ยม มีทั้งการกระจายเสียงประนามตัวท่าน มีทั้งการกล่าวหาว่าท่านมีส่วนในการทุจริตในเรื่องต่างๆ มีทั้งการแสดงละครล้อเลียน มีทั้งการแจกใบปลิว (แจกกันตรงป้อมยามทางเข้ามหาวิทยาลัยนั่นเลย) มีทั้งการยกขบวนกันไปหานักการเมือง ฯลฯ จนเมื่อสถานการณ์ถึงจุดที่จะต้องมีเหตุการณ์อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น ท่านอาจารย์เอี่ยมก็ลาออกจากตำแหน่งอธิการบดีไปในที่สุด เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้เราได้เห็นธาตุแท้ของคนและสัจธรรมไปพร้อมกัน (เพียงแต่ว่าใครมีปัญญามองเห็นแค่ไหน)
หลังจากที่ท่านอาจารย์เอี่ยมพ้นจากตำแหน่งไป ท่านก็ไม่เคยกลับมาที่มหาวิทยาลัยอีกเลย ผมได้พบท่านอีกครั้งในงานศพภริยาท่านที่วัดลาดพร้าว หน้าตาท่านยังแจ่มใสแม้ร่างกายท่านอาจจะเดินไม่สะดวกเหมือนก่อน แต่ท่านยังคงทักทายคน มสธ ที่มาร่วมในงานด้วยรอยยิ้มที่แจ่มใสเป็นพิเศษ ผมประเมินเอาเองจากสายตาว่า รอยยิ้มแบบนั้นมันแสดงให้เห็นว่าท่านผูกพันกับ มสธ รวมทั้งกับคน มสธ ค่อนข้างมาก แน่นอนในช่วงที่ผ่านมา มีทั้งคนที่รักท่าน คนที่เกลียดท่าน ระคนปนกันไปตามประสาโลกียวิสัย แต่เหนือสิ่งอื่นใด เราๆ ท่านๆ ก็ยังคงเป็นมนุษย์เหมือนกัน ยามเมื่อคนที่เคยรู้จักมักคุ้นได้มาพบกันอีก บรรยากาศมันจึงมีแต่ความสุข การที่ท่านจับมือ จับแขน หรือแม้แต่โอบกอดบางคนที่ท่านรักในฐานะผู้ใต้บังคับบัญชาในวันงานศพภริยาท่าน ยืนยันถึงความผูกพันที่ท่านมีต่อ มสธ และคน มสธ ได้เป็นอย่างดีหลังจากที่ท่านอาจารย์เอี่ยมพ้นจากตำแหน่งอธิการบดี ผมไม่ได้ไปมาหาสู่หรือเยี่ยมเยียนท่านอีกเลย จนเมื่อทราบข่าวว่าท่านป่วยมาก ได้ยินจากพี่เมธี (สำนักการศึกษาต่อเนื่อง)ว่าท่านป่วยเป็นมะเร็ง และกำลังจะไปเยี่ยมที่โรงพยาบาล ได้ยินจากคุณแมว (สำนักบัณฑิตศึกษา) ว่าได้ไปเยี่ยมท่านมาแล้ว และเล่าให้ฟังว่าท่านดีใจแค่ไหนที่คน มสธ ไปเยี่ยม ผมก็เริ่มคิดว่าผมคงต้องไปเยี่ยมท่านบ้าง แต่ในที่สุดผมก็ไม่ได้ไป ถึงอยากจะไปก็ไม่ทัน เพราะทราบข่าวว่าท่านถึงแก่อสัญกรรมแล้ว ผมเองก็รู้สึกละอายเช่นกันที่กว่าจะคิดได้ก็สายเกินไป
อย่างที่ผมเชื่อว่าไม่มีใครในโลกที่ดีวิเศษไปหมด จนไม่มีที่จะติ และก็ไม่มีใครในโลกที่เลว จนไม่มีที่จะชื่นชม ดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดในอดีตจึงเป็นเพียงสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างที่มันเป็น กรณีความขัดแย้งในช่วงปลายสมัยที่ท่านดำรงตำแหน่งอธิการบดีอยู่ กรณีที่ท่านอาจจะทำให้ใครไม่พอใจหรือเสียใจ กรณีที่ใครอาจจะทำให้ท่านไม่พอใจหรือเสียใจเช่นกัน มาถึงวันนี้ผมเชื่อว่าไม่มีใครมานั่งถามหาความผิดถูกอะไรทั้งสิ้น ตรงกันข้ามผมว่าหลายคนอาจรู้สึกเสียดาย หลายคนอาจรู้สึกเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่มีแล้วครับความรู้สึกสะใจหรือสาแก่ใจอะไรทำนองนั้น ไม่ว่าท่านอาจารย์เอี่ยมจะเป็นอะไรต่ออะไรอย่างที่ใครต่อใครกล่าวถึงในอดีตที่ผ่านมา ท่านก็ยังเป็นอธิการบดีที่ทำคุณประโยชน์แก่มหาวิทยาลัยนี้มาพอสมควร (ต้องเน้นว่าได้ทำนะครับ)
ผมไม่ได้มีโอกาสทำอะไรต่ออะไรให้ท่านมากนัก ซ้ำยังน่าละอายที่คิดจะไปเยี่ยมก็สายเกินไปอีก จึงขอใช้พื้นที่นี้เขียนถึงตัวท่านตามที่ผมได้รับรู้ว่าท่านเป็นคนหนึ่งที่ทำคุณประโยชน์แก่ มสธ เพื่อเป็นอนุสรณ์และแทนสิ่งที่ท่านเคยให้แก่ผมมาในอดีต ขอดวงจิตท่านจงเดินทางสู่ภพภูมิที่ประเสริฐ และเป็นจิตที่อิ่มเอิบด้วยความสุขตลอดไป
...ด้วยจิตคารวะ
ชุษณะ รุ่งปัจฉิม
11/13/2552
11/05/2552
ศาสตราจารย์ ดร. เอี่ยม ฉายางาม ตอนที่ 6
มีอยู่ครั้งหนึ่งประมาณปี 2528 หรือ 2529 ผมก็จำได้ไม่ชัดเจน ตอนนั้นผมยังทำงานอยู่ที่กองแผนงาน กำลังจะเดินกลับไปที่กองแผนซึ่งอยู่ ชั้น 5 ของอาคารบรรณสารสนเทศ ก็ได้พบกับท่านอาจารย์เอี่ยมซึ่งตอนนั้นท่านก็ยังคงเป็นรองวิชาการอยู่ ท่านกำลังจะเดินกลับไปที่ห้องทำงาน ผมยกมือไหว้ท่าน แล้วท่านก็กล่าวกับผมว่า ...ถ้าว่างเมื่อไหร่ให้มาพบ มีงานจะให้ช่วยทำ... ผมก็ได้แต่รับคำท่าน แต่ก็ไม่เคยเข้าไปถามถึงเรื่องที่ท่านเปรยในวันนั้นแต่อย่างใด เนื่องจากกิจกรรมเข้าพบผู้บริหารไม่ใช่งานที่ผมถนัด (ยกเว้นจำเป็นอย่างที่สุด) ผมก็เลยไม่รู้มาจนทุกวันนี้ว่าท่านจะให้ผมช่วยทำอะไร
นับตั้งแต่ปี 2530 ที่ท่านอาจารย์เอี่ยมดำรงตำแหน่งเป็นอธิการบดีเป็นต้นมานั้น จนถึงเวลาที่ท่านต้องออกจากตำแหน่งอธิการบดีไป นับเวลาได้ประมาณ 11 ปี (น่าจะใช่ ประมาณนั้น) แต่เชื่อไหมครับว่าผมไม่มีเรื่องที่จะเขียนถึงท่านสักเท่าไรนัก นั่นหมายความว่าผมห่างจากท่านมาพอสมควร แม้ว่าในช่วงแรกของวาระการดำรงตำแหน่งของท่าน ผมยังทำงานอยู่ที่กองแผนงานก็ตาม แต่ลักษณะการทำงานในส่วนแผนของมหาวิทยาลัยมีการเปลี่ยนแปลงไปพอสมควรในเวลานั้น ดังนั้นโอกาสที่จะได้ปะทะสังสันท์กับท่านอาจารย์ก็ค่อนข้างมีน้อยลง แม้แต่การประชุมเพื่อจัดทำแผนปฏิบัติการประจำปี ก็มีการลดทอนเวลาในการประชุมลงจาก 2 วันเหลือ 1 วัน จนในที่สุดเหลือครึ่งวัน ลักษณะงานของแผนในช่วงเวลานั้นเป็นงานรูทีนมากขึ้นกว่าก่อน ...ผมพยายามนั่งคิดทบทวนถึงประเด็นต่างๆ ที่จะเขียนถึงท่าน สิ่งที่อยู่ในความทรงจำของผมในช่วงเวลานั้นดูช่างน้อยเหลือเกินอย่างไรก็ตาม
สิ่งหนึ่งที่ถือเป็นความภาคภูมิใจของท่านอาจารย์อย่างมากก็คือรางวัล The Asian Management Awards ที่มหาวิทยาลัยได้รับในปี 2535 จากสถาบันการบริหารแห่งเอเซีย (Asian Institute of Management) ประเทศฟิลิปปินส์ สาขาพัฒนาการบริหารดีเด่น ...ผมเอาหนังสือที่ระลึก 20 ปี มสธ มาเปิดดูในหน้าที่มีภาพคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยภายใต้การนำของท่านอาจารย์เอี่ยม ปรากฏว่าทุกภาพที่ท่านอาจารย์ถ่ายร่วมกับผู้บริหารคนอื่น จะมี...เรียกว่าอะไรดีล่ะ ถ้วยก็ไม่ใช่ โลห์ก็ไม่เชิง เป็นลักษณะคล้ายๆ คริสตัลสูงประมาณสักเกือบ 1 ฟุต ทรงสี่เหลี่ยมที่มีทรงมนด้านบน บรรยายไม่ค่อยถูก แล้วก็ไม่รู้ว่าจะเรียกอะไรดี...วางอยู่ทางขวามือของท่าน ร่วมอยู่ด้วยทุกรูป (ลองไปดูสิครับ) แล้วไอ้เจ้ารางวัลนี้จะวางประจำอยู่ในห้องประชุมสารนิเทศ 1 ชั้น 4 ตึกบริหาร ที่ใช้เป็นที่ประชุมสภาวิชาการมาตลอดสมัยวาระของท่านอาจารย์ นั่นแสดงถึงความภาคภูมิใจของท่านอาจารย์เอี่ยมที่มีต่อรางวัลนี้อย่างมาก ...ผมคิดอย่างนั้น
ยิ่งดูจากรูปในหนังสือที่ระลึก 20 ปี มสธ แล้ว ก็ยิ่งยืนยันได้ดีถึงความเป็นผู้นำของท่านในช่วงเวลานั้นได้เป็นอย่างดี บุคลิกท่านในภาพดูน่าเกรงขาม ผมมานั่งตั้งคำถามกับตัวเองว่า ทำไมอธิการบดีคนต่อจากอาจารย์วิจิตรจึงไม่ใช่ท่านอาจารย์ทองอินทร์นายเก่าผม ทำไมเป็นท่านอาจารย์เอี่ยม อย่างที่ผมเคยเล่ามาแล้วว่าไม่ค่อยเห็นบทบาทในเชิงบริหารงานของท่านสักเท่าไรนักในช่วงเวลาที่ผ่านมา ...แต่เมื่อย้อนกลับไปดูรูปภาพเก่าๆ ประกอบกับข้อเท็จจริงในทางประวัติศาสตร์ที่ท่านสามารถดำรงตำแหน่งอธิการบดีอย่างต่อเนื่องมาได้ถึง 3 สมัย น่าจะเป็นตัวบ่งชี้อย่างหนึ่งถึงคุณลักษณะบางอย่างหรือความสามารถพิเศษบางอย่างที่ท่านมีอยู่และสามารถนำมาใช้ได้
สิ่งที่ผมพอจะประเมินได้ตามความคิดของผมก็คือ ผมว่าท่านอาจารย์เอี่ยมมีบุคลิกในการบริหารงานในแบบฉบับของตนเองที่ต่างไปจากคนอื่น ...ภายใต้สมมติฐานที่ว่าไม่มีใครสมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ คนแต่ละคนย่อมมีข้อดี ข้อเสียต่างกันไป ไม่มีทั้งที่ดีวิเศษเพียบพร้อม และก็ไม่มีเลวจนหาดีบ้างไม่ได้ (หรือมี?)... แต่เกือบ 12 ปีของการดำรงตำแหน่งอธิการบดี ก็พอจะบอกได้ว่าท่านก็มีจุดแข็งอยู่เหมือนกัน บางคนอาจบอกว่าท่านเป็นผู้นำแบบอำนาจนิยม ก็ว่ากันไป แต่ผมกลับมองว่าท่านเป็นคนที่ใช้ authority ร่วมกับ power ผนวกกับ charismatic personality ได้ดีคนหนึ่งทีเดียว (ท่านเห็นอย่างไรล่ะครับ) จริงอย่างที่ผมว่าหรือไม่นั้น ลองสดับตรับฟังเสียงคน มสธ บางคนในช่วงเวลาที่ผ่านมาก็ได้ เพราะหลังจากที่ท่านพ้นตำแหน่งไปแล้ว ก็มีอธิการบดีทั้งรักษาการทั้งตัวจริงนับได้ประมาณ 5 คนขึ้นมารับผิดชอบบริหารงานมหาวิทยาลัย แต่บุคลากรหลายคนในมหาวิทยาลัยกำลังเป็นโรคโหยหาอดีต คือเริ่มมีการเปรียบเทียบการบริหารงานในช่วงที่ผ่านมารวมทั้งในปัจจุบัน กับช่วงเวลาที่ท่านอาจารย์เอี่ยมดูแลรับผิดชอบอยู่ แล้วก็บอกว่าอันที่จริงสมัยที่ท่านอาจารย์เอี่ยมเป็นอธิการบดีมันก็ดีเหมือนกันนะ ก็แปลกดีเหมือนกัน...(โปรดติดตามตอนต่อไป)
นับตั้งแต่ปี 2530 ที่ท่านอาจารย์เอี่ยมดำรงตำแหน่งเป็นอธิการบดีเป็นต้นมานั้น จนถึงเวลาที่ท่านต้องออกจากตำแหน่งอธิการบดีไป นับเวลาได้ประมาณ 11 ปี (น่าจะใช่ ประมาณนั้น) แต่เชื่อไหมครับว่าผมไม่มีเรื่องที่จะเขียนถึงท่านสักเท่าไรนัก นั่นหมายความว่าผมห่างจากท่านมาพอสมควร แม้ว่าในช่วงแรกของวาระการดำรงตำแหน่งของท่าน ผมยังทำงานอยู่ที่กองแผนงานก็ตาม แต่ลักษณะการทำงานในส่วนแผนของมหาวิทยาลัยมีการเปลี่ยนแปลงไปพอสมควรในเวลานั้น ดังนั้นโอกาสที่จะได้ปะทะสังสันท์กับท่านอาจารย์ก็ค่อนข้างมีน้อยลง แม้แต่การประชุมเพื่อจัดทำแผนปฏิบัติการประจำปี ก็มีการลดทอนเวลาในการประชุมลงจาก 2 วันเหลือ 1 วัน จนในที่สุดเหลือครึ่งวัน ลักษณะงานของแผนในช่วงเวลานั้นเป็นงานรูทีนมากขึ้นกว่าก่อน ...ผมพยายามนั่งคิดทบทวนถึงประเด็นต่างๆ ที่จะเขียนถึงท่าน สิ่งที่อยู่ในความทรงจำของผมในช่วงเวลานั้นดูช่างน้อยเหลือเกินอย่างไรก็ตาม
สิ่งหนึ่งที่ถือเป็นความภาคภูมิใจของท่านอาจารย์อย่างมากก็คือรางวัล The Asian Management Awards ที่มหาวิทยาลัยได้รับในปี 2535 จากสถาบันการบริหารแห่งเอเซีย (Asian Institute of Management) ประเทศฟิลิปปินส์ สาขาพัฒนาการบริหารดีเด่น ...ผมเอาหนังสือที่ระลึก 20 ปี มสธ มาเปิดดูในหน้าที่มีภาพคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยภายใต้การนำของท่านอาจารย์เอี่ยม ปรากฏว่าทุกภาพที่ท่านอาจารย์ถ่ายร่วมกับผู้บริหารคนอื่น จะมี...เรียกว่าอะไรดีล่ะ ถ้วยก็ไม่ใช่ โลห์ก็ไม่เชิง เป็นลักษณะคล้ายๆ คริสตัลสูงประมาณสักเกือบ 1 ฟุต ทรงสี่เหลี่ยมที่มีทรงมนด้านบน บรรยายไม่ค่อยถูก แล้วก็ไม่รู้ว่าจะเรียกอะไรดี...วางอยู่ทางขวามือของท่าน ร่วมอยู่ด้วยทุกรูป (ลองไปดูสิครับ) แล้วไอ้เจ้ารางวัลนี้จะวางประจำอยู่ในห้องประชุมสารนิเทศ 1 ชั้น 4 ตึกบริหาร ที่ใช้เป็นที่ประชุมสภาวิชาการมาตลอดสมัยวาระของท่านอาจารย์ นั่นแสดงถึงความภาคภูมิใจของท่านอาจารย์เอี่ยมที่มีต่อรางวัลนี้อย่างมาก ...ผมคิดอย่างนั้น
ยิ่งดูจากรูปในหนังสือที่ระลึก 20 ปี มสธ แล้ว ก็ยิ่งยืนยันได้ดีถึงความเป็นผู้นำของท่านในช่วงเวลานั้นได้เป็นอย่างดี บุคลิกท่านในภาพดูน่าเกรงขาม ผมมานั่งตั้งคำถามกับตัวเองว่า ทำไมอธิการบดีคนต่อจากอาจารย์วิจิตรจึงไม่ใช่ท่านอาจารย์ทองอินทร์นายเก่าผม ทำไมเป็นท่านอาจารย์เอี่ยม อย่างที่ผมเคยเล่ามาแล้วว่าไม่ค่อยเห็นบทบาทในเชิงบริหารงานของท่านสักเท่าไรนักในช่วงเวลาที่ผ่านมา ...แต่เมื่อย้อนกลับไปดูรูปภาพเก่าๆ ประกอบกับข้อเท็จจริงในทางประวัติศาสตร์ที่ท่านสามารถดำรงตำแหน่งอธิการบดีอย่างต่อเนื่องมาได้ถึง 3 สมัย น่าจะเป็นตัวบ่งชี้อย่างหนึ่งถึงคุณลักษณะบางอย่างหรือความสามารถพิเศษบางอย่างที่ท่านมีอยู่และสามารถนำมาใช้ได้
สิ่งที่ผมพอจะประเมินได้ตามความคิดของผมก็คือ ผมว่าท่านอาจารย์เอี่ยมมีบุคลิกในการบริหารงานในแบบฉบับของตนเองที่ต่างไปจากคนอื่น ...ภายใต้สมมติฐานที่ว่าไม่มีใครสมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ คนแต่ละคนย่อมมีข้อดี ข้อเสียต่างกันไป ไม่มีทั้งที่ดีวิเศษเพียบพร้อม และก็ไม่มีเลวจนหาดีบ้างไม่ได้ (หรือมี?)... แต่เกือบ 12 ปีของการดำรงตำแหน่งอธิการบดี ก็พอจะบอกได้ว่าท่านก็มีจุดแข็งอยู่เหมือนกัน บางคนอาจบอกว่าท่านเป็นผู้นำแบบอำนาจนิยม ก็ว่ากันไป แต่ผมกลับมองว่าท่านเป็นคนที่ใช้ authority ร่วมกับ power ผนวกกับ charismatic personality ได้ดีคนหนึ่งทีเดียว (ท่านเห็นอย่างไรล่ะครับ) จริงอย่างที่ผมว่าหรือไม่นั้น ลองสดับตรับฟังเสียงคน มสธ บางคนในช่วงเวลาที่ผ่านมาก็ได้ เพราะหลังจากที่ท่านพ้นตำแหน่งไปแล้ว ก็มีอธิการบดีทั้งรักษาการทั้งตัวจริงนับได้ประมาณ 5 คนขึ้นมารับผิดชอบบริหารงานมหาวิทยาลัย แต่บุคลากรหลายคนในมหาวิทยาลัยกำลังเป็นโรคโหยหาอดีต คือเริ่มมีการเปรียบเทียบการบริหารงานในช่วงที่ผ่านมารวมทั้งในปัจจุบัน กับช่วงเวลาที่ท่านอาจารย์เอี่ยมดูแลรับผิดชอบอยู่ แล้วก็บอกว่าอันที่จริงสมัยที่ท่านอาจารย์เอี่ยมเป็นอธิการบดีมันก็ดีเหมือนกันนะ ก็แปลกดีเหมือนกัน...(โปรดติดตามตอนต่อไป)
10/28/2552
ศาสตราจารย์ ดร. เอี่ยม ฉายางาม ตอนที่ 5
ศาสตราจารย์ ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน เป็นอธิการบดีผู้ก่อตั้ง มสธ ท่านดำรงตำแหน่งอธิการบดีสองสมัยตั้งแต่ปี 2521 เรื่อยมาจนถึงปี 2530 …ท่านอาจารย์เอี่ยมเข้ามารับตำแหน่งอธิการบดีต่อจากอาจารย์วิจิตรในปี 2530 เป็นต้นมา …ต้องเล่าให้ฟังว่า ในช่วงเวลาที่มีการสรรหาอธิการบดีคนใหม่มาแทนอาจารย์วิจิตรที่กำลังจะหมดวาระตอนนั้น พวกเราที่ทำงานกองแผนงาน ซึ่งต้องทำงานคลุกคลีกับผู้บริหารเป็นส่วนใหญ่ รวมทั้งทำงานอยู่กับข้อมูลด้านต่างๆ ของมหาวิทยาลัยทั้งหมด พวกเรามองกันว่าคนที่เหมาะสมมากที่สุด (ในสายตาของพวกเรา) ก็คือท่านอาจารย์ทองอินทร์ และเราก็เดาและเก็งกันอย่างนั้นจริงๆ …อันนี้ก็คงตามประสาของลูกน้องที่ย่อมมองว่านายของตนดีและเหมาะสมนั่นเอง แต่เมื่อกระบวนการสรรหาอธิการบดีเสร็จสิ้นลง เราก็ได้ทราบว่าท่านอาจารย์เอี่ยมคือคนที่จะได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีของ มสธ คนที่สองต่อจากท่านอาจารย์วิจิตร
ผมสารภาพตรงๆ เลยว่า ในช่วงเวลานั้น ผมยังไม่คิดว่าท่านอาจารย์เอี่ยม (อาจารย์สอนหนังสือผมมานี่แหละ…เข้าตำราลูกศิษย์คิดไม่ดีกับครู) จะสามารถทำหน้าที่อธิการบดีของ มสธ ได้ เหตุผลประการแรก อาจเป็นเพราะข้อจำกัดในทางความคิดของผมเอง คือว่า ช่วงเวลานั้นความคิดของผมคงยังไม่พัฒนาไปมากเท่าไหร่ ความเข้าใจในพื้นฐานของกฎธรรมชาติยังไม่ดีพอ ผมจึงมองสิ่งต่างๆ รอบตัวแบบสุดขั้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งยังขาดความเข้าใจในธรรมชาติของมนุษย์ ที่ไม่มีใครสมบูรณ์ไปซะทั้งหมด ในทำนองว่า คนที่เราคิดว่าดี เขาก็มีข้อบกพร่องอีกมากมาย ขณะที่คนที่เราคิดว่าเขาแย่ ก็ยังมีส่วนดีให้เห็นอยู่มากพอสมควร ด้วยข้อจำกัดในการรับรู้ถึงการทำงานของท่านอาจารย์เท่าที่ผ่านมา ผมจึงคิดว่าท่านยังไม่น่าจะเหมาะกับตำแหน่งอธิการบดี ประการที่สอง จากบทบาทของรองอธิการบดีแต่ละคนที่ผมรับรู้ เนื่องจากทำงานใกล้ชิดกับรองวางแผนซะเป็นส่วนใหญ่ ได้เรียนรู้แนวคิดเรื่องการทำแผนจากอาจารย์ทองอินทร์มามาก ประกอบกับไม่ได้คลุกคลีทำงานร่วมกับท่านอาจารย์เอี่ยม ก็เลยอยากให้อาจารย์ทองอินทร์ได้เป็นอธิการบดี ประมาณนั้นแหละครับ ดังนั้น พอท่านอาจารย์รับตำแหน่งอธิการบดี พวกเราในกองแผนก็คิดไปว่าแล้วนี่ มสธ จะไปกันยังไง จะไหวไหม อะไรทำนองนี้ ผมนั้นคิดมากไปกว่านั้นด้วยซ้ำว่า เอ แล้วอาจารย์วิจิตรท่านคิดอะไรของแกนะ ทำไมจึงไม่สนับสนุนให้อาจารย์ทองอินทร์เป็นล่ะ ทำไมมาเป็นท่านอาจารย์เอี่ยมล่ะ …เมื่อกาลเวลาผ่านไป สิ่งที่เราเห็นอาจจะไม่เป็นจริง สิ่งที่เป็นจริง เราอาจจะยังไม่ได้เห็น ก็เป็นได้…(โปรดติดตามตอนต่อไป)
ผมสารภาพตรงๆ เลยว่า ในช่วงเวลานั้น ผมยังไม่คิดว่าท่านอาจารย์เอี่ยม (อาจารย์สอนหนังสือผมมานี่แหละ…เข้าตำราลูกศิษย์คิดไม่ดีกับครู) จะสามารถทำหน้าที่อธิการบดีของ มสธ ได้ เหตุผลประการแรก อาจเป็นเพราะข้อจำกัดในทางความคิดของผมเอง คือว่า ช่วงเวลานั้นความคิดของผมคงยังไม่พัฒนาไปมากเท่าไหร่ ความเข้าใจในพื้นฐานของกฎธรรมชาติยังไม่ดีพอ ผมจึงมองสิ่งต่างๆ รอบตัวแบบสุดขั้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งยังขาดความเข้าใจในธรรมชาติของมนุษย์ ที่ไม่มีใครสมบูรณ์ไปซะทั้งหมด ในทำนองว่า คนที่เราคิดว่าดี เขาก็มีข้อบกพร่องอีกมากมาย ขณะที่คนที่เราคิดว่าเขาแย่ ก็ยังมีส่วนดีให้เห็นอยู่มากพอสมควร ด้วยข้อจำกัดในการรับรู้ถึงการทำงานของท่านอาจารย์เท่าที่ผ่านมา ผมจึงคิดว่าท่านยังไม่น่าจะเหมาะกับตำแหน่งอธิการบดี ประการที่สอง จากบทบาทของรองอธิการบดีแต่ละคนที่ผมรับรู้ เนื่องจากทำงานใกล้ชิดกับรองวางแผนซะเป็นส่วนใหญ่ ได้เรียนรู้แนวคิดเรื่องการทำแผนจากอาจารย์ทองอินทร์มามาก ประกอบกับไม่ได้คลุกคลีทำงานร่วมกับท่านอาจารย์เอี่ยม ก็เลยอยากให้อาจารย์ทองอินทร์ได้เป็นอธิการบดี ประมาณนั้นแหละครับ ดังนั้น พอท่านอาจารย์รับตำแหน่งอธิการบดี พวกเราในกองแผนก็คิดไปว่าแล้วนี่ มสธ จะไปกันยังไง จะไหวไหม อะไรทำนองนี้ ผมนั้นคิดมากไปกว่านั้นด้วยซ้ำว่า เอ แล้วอาจารย์วิจิตรท่านคิดอะไรของแกนะ ทำไมจึงไม่สนับสนุนให้อาจารย์ทองอินทร์เป็นล่ะ ทำไมมาเป็นท่านอาจารย์เอี่ยมล่ะ …เมื่อกาลเวลาผ่านไป สิ่งที่เราเห็นอาจจะไม่เป็นจริง สิ่งที่เป็นจริง เราอาจจะยังไม่ได้เห็น ก็เป็นได้…(โปรดติดตามตอนต่อไป)
10/26/2552
ศาสตราจารย์ ดร.เอี่ยม ฉายางาม ตอนที่ 4
อย่างที่เล่าให้ฟังว่าหลังจากที่ผมเข้ามาทำงานที่ มสธ. ก็ไม่ได้มีโอกาสทำงานกับท่านอาจารย์สักเท่าไรนัก เนื่องจากผมไม่ได้อยู่ในสายงานวิชาการที่ท่านรับผิดชอบอยู่ จะได้มีโอกาสเห็นท่านอาจารย์ก็ต่อเมื่อต้องเข้าร่วมประชุมในคณะกรรมการบางชุดของมหาวิทยาลัยเท่านั้น ที่ได้เห็นท่านอาจารย์มากหน่อยก็ในการประชุมเพื่อจัดทำแผนปฏิบัติการประจำปี ...ในอดีตการประชุมแผนปฏิบัติการประจำปีของมหาวิทยาลัยถือเป็นกิจกรรมที่มีความสำคัญมาก จะว่าไปก็ทำนองเดียวกับการทำแผนยุทธศาสตร์ประจำปีของมหาวิทยาลัยนั่นแหละ เพราะมีการพิจารณากันตั้งแต่นโยบายของมหาวิทยาลัยในแต่ละปีว่าจะไปในทางใด มีการพิจารณาเป้าหมายด้านการศึกษาของมหาวิทยาลัยทั้งหมด โดยเฉพาะเป้าหมายการรับนักศึกษา เป้าหมายผู้สำเร็จการศึกษา เป้าหมายการผลิตและเปิดสอนชุดวิชา เป้าหมายการผลิตสื่อการสอนต่างๆ ถือได้ว่าเป็นกิจกรรมประชุมที่ใหญ่ที่สุดของมหาวิทยาลัย เพราะทุกหน่วยงานจะต้องเข้าร่วมประชุมโดยพร้อมเพรียงกัน รวมทั้งรองอธิการบดีทุกฝ่าย ...เท่าที่ผมได้เห็นจากการประชุมแผนปฏิบัติการประจำปีในอดีต ก็คือท่านอาจารย์ในฐานะรองอธิการบดีฝ่ายวิชาการเข้าร่วมการประชุม แต่ท่านไม่ได้มีบทบาทในการแสดงความเห็นในที่ประชุมมากสักเท่าไรนัก คนที่พูดในที่ประชุมมากที่สุดในที่ประชุมก็คงไม่พ้นอธิการบดี (ศ.ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน) กับรองอธิการบดีฝ่ายวางแผน (รศ.ดร. ทองอินทร์ วงศ์โสธร) เรียกว่าท่านอาจารย์อภิปรายในที่ประชุมไม่มากนัก แต่ท่านยังคงสูบบุหรี่อยู่เช่นเดิม อย่างไรก็ตามมีเกร็ดที่อยากเล่าให้ฟังว่า ในที่ประชุมครั้งหนึ่งมีการอภิปรายกันว่าสีประจำมหาวิทยาลัยคือสีเขียวทองนั้น เมื่อจะต้องเอาไปใช้ในการจัดทำเอกสารข้าวของต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัย เราจะเลือกใช้โทนสีเช่นไร สีทองดูไม่ใคร่มีปัญหามากนัก มาตกหนักก็ที่สีเขียว ว่าสีเขียวที่ว่านี้เขียวแบบไหน ...ก่อนนั้นเรายังไม่ได้ย้ายมาที่บางพูด เมืองทองธานี ยังเร่ร่อนขอยืมอาคารเขาทำงานอยู่ จึงยังไม่มีต้นปาริชาติที่เราพอยกตัวอย่างสีเขียวจากใบของต้นปาริชาติได้... อภิปรายกันไปอภิปรายกันมา ก็มาจบลงตรงที่ท่านอาจารย์ก็ยกกล่องบุหรี่ Dunhill ขึ้นมาเป็นตัวอย่างแล้วเสนอว่าน่าจะเป็นเขียวแบบกล่องบุหรี่ดันฮิลนี่แหละ เป็นสีเขียวหัวเป็ดอย่างที่ใช้กันมาถึงปัจจุบัน
ท่านอาจารย์เอี่ยมเป็นคนที่ค่อนข้างให้ความสำคัญกับความเป็นระเบียบเรียบร้อย กาลเทศะ ความสมบูรณ์แบบอะไรทำนองนี้ รวมกับบุคลิกของท่านที่สมาร์ท เนี๊ยบไปหมดตั้งแต่ศรีษะจรดเท้า ทำให้ท่านดูเป็นคนที่เข้าถึงได้ยาก (ในการรับรู้ของผม) ออกจะดุด้วยซ้ำไป (ไม่เหมือนตอนที่เรียนประวัติศาสตร์อังกฤษกับท่านเลยแฮะ) แล้วเวลาที่ท่านออกแนวดุนั้น น่าเกรงหยอกเมื่อไหร่เล่า ผมเคยเห็นท่านตำหนิผู้บริหารระดับกองในสำนักงานอธิการบดีครั้งหนึ่งสมัยที่ยังอยู่ทบวงมหาวิทยาลัย ชั้น 12 บอกได้ว่าน่ากลัวจริงๆ ...ผมคงไม่เอ่ยถึงนามของท่านที่ถูกตำหนิหรอกครับ และก็จำไม่ได้ว่าเป็นเรื่องอะไร แบบว่าท่านถามเลยต่อหน้าทำนองว่า "อยู่ในตำแหน่งนี้ (หัวหน้ากอง) แฮ๊ปปี้ดีไม๊" ในความคิดของผม ท่านกำลังบอกว่าเดี๋ยวก็จะไม่ได้อยู่หรอก อย่างนั้นจริงๆ ถึงได้บอกว่าเมื่อได้เห็นตอนนั้น เลยออกจะกลัวท่านอยู่นิดๆ เหมือนกัน ตอนนั้นคิดแต่เพียงว่าโชคดีแฮะที่ไม่ได้อยู่ในสายงานของท่าน... (โปรดติดตามตอนต่อไป)
ท่านอาจารย์เอี่ยมเป็นคนที่ค่อนข้างให้ความสำคัญกับความเป็นระเบียบเรียบร้อย กาลเทศะ ความสมบูรณ์แบบอะไรทำนองนี้ รวมกับบุคลิกของท่านที่สมาร์ท เนี๊ยบไปหมดตั้งแต่ศรีษะจรดเท้า ทำให้ท่านดูเป็นคนที่เข้าถึงได้ยาก (ในการรับรู้ของผม) ออกจะดุด้วยซ้ำไป (ไม่เหมือนตอนที่เรียนประวัติศาสตร์อังกฤษกับท่านเลยแฮะ) แล้วเวลาที่ท่านออกแนวดุนั้น น่าเกรงหยอกเมื่อไหร่เล่า ผมเคยเห็นท่านตำหนิผู้บริหารระดับกองในสำนักงานอธิการบดีครั้งหนึ่งสมัยที่ยังอยู่ทบวงมหาวิทยาลัย ชั้น 12 บอกได้ว่าน่ากลัวจริงๆ ...ผมคงไม่เอ่ยถึงนามของท่านที่ถูกตำหนิหรอกครับ และก็จำไม่ได้ว่าเป็นเรื่องอะไร แบบว่าท่านถามเลยต่อหน้าทำนองว่า "อยู่ในตำแหน่งนี้ (หัวหน้ากอง) แฮ๊ปปี้ดีไม๊" ในความคิดของผม ท่านกำลังบอกว่าเดี๋ยวก็จะไม่ได้อยู่หรอก อย่างนั้นจริงๆ ถึงได้บอกว่าเมื่อได้เห็นตอนนั้น เลยออกจะกลัวท่านอยู่นิดๆ เหมือนกัน ตอนนั้นคิดแต่เพียงว่าโชคดีแฮะที่ไม่ได้อยู่ในสายงานของท่าน... (โปรดติดตามตอนต่อไป)
10/21/2552
ศาสตราจารย์ ดร. เอี่ยม ฉายางาม ตอนที่ 3
...หลังจากออกมาจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผมมีโอกาสได้มาพบท่านอาจารย์อีกครั้งที่ มสธ. ตอนนั้นปี 2523 วันที่ผมมารายงานตัวเพื่อโอนมาทำงานที่ มสธ. วันนั้นผมก็เห็นท่านนั่งทำงานอยู่ที่ชั้น 6 อาคารบริษัทเดินอากาศไทย ตรงผ่านฟ้าอยู่แล้ว ดูสภาพห้องทำงานของท่านในฐานะรองอธิการบดีฝ่ายวิชาการในเวลานั้นแล้ว ถือว่าคับแคบมาก ถ้าใครเคยมีประสบการณ์ทำงาน มสธ. ตรงชั้น 6 อาคารบริษัทเดินอากาศไทยตอนนั้นจะทราบดีถึงสิ่งผมพยายามบรรยายตรงนี้ คือสภาพที่ทำงานที่นั่นค่อนข้างคับแคบ เมื่อต้องเอาสำนักงานอธิการบดีทั้งหมดไปไว้ที่นั่น บวกกับเอารองอธิการบดีอีก 3 คนมานั่งรวมด้วยก็เลยยิ่งทำให้แน่นกันไปใหญ่ ...ท่านอาจารย์ในฐานะรองอธิการบดีฝ่ายวิชาการยังคงดูภูมิฐานเหมือนที่เคยเป็นมา การแต่งกายเนี๊ยบมากๆ และมักจะเห็นอาจารย์สวมสูทอยู่เสมอ ที่สำคัญอาจารย์ก็ยังคงสูบบุหรี่ดันฮิลเหมือนเดิม เพียงแต่คราวนี้เวลาอาจารย์จะสูบ จะไปสูบข้างนอกห้องทำงาน ตรงระเบียงด้านนอก เข้าใจว่าอาจารย์คงไม่อยากให้ควันบุหรี่รบกวนคนอื่นที่นั่งทำงานอยู่ด้วยกัน
ผมมาทำงานที่ มสธ. เมื่อปี 2523 ภารกิจแรกที่ได้รับคือเป็นเลขานุการให้กับรองอธิการบดีฝ่ายวางแผน คือท่าน รศ.ดร.ทองอินทร์ วงศ์โสธร แต่อย่างที่เคยเขียนไว้ว่าผมเป็นเลขาแบบแปลกๆ คืออาจารย์ทองอินทร์กลับให้ผมมาช่วยงานที่กองแผนงานซะเป็นส่วนใหญ่ มีบ้างที่อาจารย์เรียกใช้เป็นส่วนตัว แต่น้อยมากๆ ส่วนใหญ่เป็นงานที่ทำให้กับกองแผนงานในตอนนั้น ดังนั้นจึงไม่ได้มีโอกาส interact ในด้านการทำงานกับท่านอาจารย์เอี่ยมสักเท่าไรนัก เนื่องจากคนละสายงาน แต่ก็เห็นหน้ากันทุกวัน ท่านก็ทักทายปราศรัยบ้างตามสมควร ท่านจำผมได้ว่าคือลูกศิษย์ของท่านในชั้นประวัติศาสตร์อังกฤษที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพียงท่านจำผมได้แค่นั้น ผม...ในเวลานั้น...ก็มีความสุขแล้ว อย่างน้อยอาจารย์ที่เคยสอนเราและที่เราเคยดมควันบุหรี่ท่านจำเราได้ ก็โอเคแล้วครับ ...แต่เท่าที่รับรู้ในเวลานั้น ดูเหมือนท่านจะเป็นคนไว้ตัวมากกว่าเดิม (ตามความเห็นของผม) รวมทั้งออกจะมีลักษณะที่เข้าถึงยาก ทั้งนี้อาจเป็นเพราะบุคลิกของท่านด้วยที่ไม่ใช่คนพูดมากนัก ท่านเป็นรองอธิการบดีที่เงียบที่สุดในบรรดา 3 คนที่ผมรู้จักในตอนนั้น รวมกับท่าทางที่ดูภูมิฐานและสมาร์ทมากๆ ทำให้เรารู้สึกเกรงๆ และออกกลัวๆ ท่านอยู่พอสมควร ...(โปรดติดตามตอนต่อไป)
ผมมาทำงานที่ มสธ. เมื่อปี 2523 ภารกิจแรกที่ได้รับคือเป็นเลขานุการให้กับรองอธิการบดีฝ่ายวางแผน คือท่าน รศ.ดร.ทองอินทร์ วงศ์โสธร แต่อย่างที่เคยเขียนไว้ว่าผมเป็นเลขาแบบแปลกๆ คืออาจารย์ทองอินทร์กลับให้ผมมาช่วยงานที่กองแผนงานซะเป็นส่วนใหญ่ มีบ้างที่อาจารย์เรียกใช้เป็นส่วนตัว แต่น้อยมากๆ ส่วนใหญ่เป็นงานที่ทำให้กับกองแผนงานในตอนนั้น ดังนั้นจึงไม่ได้มีโอกาส interact ในด้านการทำงานกับท่านอาจารย์เอี่ยมสักเท่าไรนัก เนื่องจากคนละสายงาน แต่ก็เห็นหน้ากันทุกวัน ท่านก็ทักทายปราศรัยบ้างตามสมควร ท่านจำผมได้ว่าคือลูกศิษย์ของท่านในชั้นประวัติศาสตร์อังกฤษที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพียงท่านจำผมได้แค่นั้น ผม...ในเวลานั้น...ก็มีความสุขแล้ว อย่างน้อยอาจารย์ที่เคยสอนเราและที่เราเคยดมควันบุหรี่ท่านจำเราได้ ก็โอเคแล้วครับ ...แต่เท่าที่รับรู้ในเวลานั้น ดูเหมือนท่านจะเป็นคนไว้ตัวมากกว่าเดิม (ตามความเห็นของผม) รวมทั้งออกจะมีลักษณะที่เข้าถึงยาก ทั้งนี้อาจเป็นเพราะบุคลิกของท่านด้วยที่ไม่ใช่คนพูดมากนัก ท่านเป็นรองอธิการบดีที่เงียบที่สุดในบรรดา 3 คนที่ผมรู้จักในตอนนั้น รวมกับท่าทางที่ดูภูมิฐานและสมาร์ทมากๆ ทำให้เรารู้สึกเกรงๆ และออกกลัวๆ ท่านอยู่พอสมควร ...(โปรดติดตามตอนต่อไป)
10/18/2552
ศาสตราจารย์ ดร.เอี่ยม ฉายางาม ตอนที่ 2
...เป็นอย่างนั้นจริงๆ ครับ ถึงชั่วโมงเรียนเราก็เข้ามากันพร้อมหน้า มานั่งหน้าสลอนฟังท่านอาจารย์เล่าประวัติศาสตร์อังกฤษให้เราฟัง พร้อมกันนั้นก็สูดควันบุหรี่ดันฮิลของท่านอาจารย์เข้าไปในปอดด้วยความเต็มใจ จำได้ว่าตอนที่เรียนวิชานี้ผมจำชื่อได้ 2 ชื่อที่เกี่ยวข้อง หนึ่งคือ Oliver Cromwell กับสองคือสังฆราชแห่งแคนเทอเบอรี่ เหมือนว่าท่านอาจารย์จะพูดถึงสองชื่อนี้อยู่บ่อยๆ คิดในเวลานั้นว่าน่าจะเป็นคนสำคัญในประวัติศาสตร์อังกฤษ (ได้เท่านั้นจริงๆ ตอนนั้น) ...พวกเรา KU 34 อยากรู้กันว่าอาจารย์นั่งห้องไหน จึงไปสำรวจดูที่คณะ ...ตอนนั้นคณะสังคมศาสตร์ของผมเป็นอาคารชั้นเดียว เราเรียกกันว่ากระต๊อบสังคม ทำนองนั้นจริงๆ ครับ ไม่ใหญ่โตอะไรกับเขา (เนื่องจากยังเป็นคณะเล็กๆ ที่เพิ่งตั้งมาได้ 9 ปี ในเวลานั้น) ตั้งอยู่เยื้องๆ กับคณะเศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจ (ปัจจุบันสองคณะนี้แยกจากกันเป็นสองคณะแล้ว) ทางด้านถนนงามวงศ์วาน ผมเองเคยเข้าไปพบอาจารย์ที่ห้องทำงานหนหนึ่ง ก็รู้สึกแปลกที่ได้พบว่าอาจารย์นั่งทำงานอยู่คนเดียวเท่านั้นในห้องนี้ ไม่มีอาจารย์คนอื่นอยู่ด้วย ที่ว่าแปลกก็เพราะว่าส่วนใหญ่อาจารย์เค้าจะนั่งทำงานรวมกันในห้อง ห้องหนึ่งประมาณ 5-7 คน แยกไปตามภาควิชา แต่นี่นั่งคนเดียว ผมคิดในเวลานั้นว่าอาจารย์คงเป็นคนพิเศษ ไม่ก็เป็นคนแปลกแตกต่างไปจากคนอื่น แต่จนบัดนี้ผมก็ไม่เคยไปหาคำตอบว่า ทำไมอาจารย์จึงได้นั่งทำงานคนเดียวในห้อง (สันนิษฐานเอาว่าน่าจะเป็นสิทธิพิเศษอะไรบางอย่าง แต่ก็ไม่กล้าถามอาจารย์) ที่สำคัญห้องนั้นก็ไม่ได้สว่างมากมายอะไรนัก ออกดูทึมๆ ด้วยซ้ำไป ก็ไม่รู้ว่าอาจารย์นั่งทำงานไปได้อย่างไร ...เวลาที่อาจารย์เล่าประวัติศาสตร์อังกฤษ อาจารย์จะเล่าให้พวกเราฟังถึงชีวิตของอาจารย์ตอนที่ไปเรียนที่อังกฤษด้วย พวกเราจำได้ว่าอาจารย์เป็นคนเรียนเก่ง เพราะได้ที่หนึ่ง ม.8 ของประเทศ และได้ไปเรียนที่อังกฤษ ผมคิดว่าอาจารย์คงมีความภาคภูมิใจมากในสิ่งนี้ เพราะทุกครั้งที่อาจารย์เล่าให้ฟัง เราได้เห็นประกายในดวงตาของอาจารย์ที่เห็นได้ชัดว่ามีความสุขและเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ อาจารย์บอกว่าช่วงไปเรียน ต้องพักอยู่ในบ้านของขุนนางอังกฤษ ซึ่งเวลาจะเดิน นั่ง ยืน ต้องสำรวมอยู่เสมอ เคยได้ฟังว่าเวลานั่งรับประทานอาหารเย็นร่วมโต๊ะ ต้องแต่งชุดทักซิโด้ และถ้าหากมีกิริยาที่ไม่เหมาะสม เช่น หยิบช้อนชาแล้วทำเสียงดังเนื่องจากไปกระทบกับแก้ว ก็มักจะถูกตำหนิทุกครั้ง ตอนนั้นผมและเพื่อนๆ ชอบมานินทาถึงอาจารย์ลับหลังว่า อะไรมันจะเว่อร์ขนาดนั้น (บาปกรรม!) ...อีกสิ่งหนึ่งที่ผมรู้เกี่ยวกับอาจารย์ในเวลานั้นคืออาจารย์เก่งภาษาอังกฤษมาก และรู้ด้วยว่าอาจารย์สอนพิเศษที่สถาบัน ALT อยู่ด้วย สอน TOEFL นั่นแหละครับ ผมไม่เคยเรียน TOEFL กับอาจารย์ แต่ลูกศิษย์เอกของอาจารย์คนนึงคือ ดร.อำพน กิตติอำพน เพื่อนผมนั่นเอง ...หลังจากสำเร็จปริญญาตรีที่เกษตรศาสตร์ในปี 2520 ผมก็ได้มาพบท่านอาจารย์อีกครั้งก็ที่ มสธ. ในปี 2523
ตอนนั้นประมาณปี 2523 มสธ.ประกาศรับสมัครสอบแข่งขันเข้ารับราชการจำนวนหลายตำแหน่งมาก มีคนสมัครสอบเป็นหมื่นนะครับ ไม่ใช่เป็นร้อยหรือพัน เป็นหมื่นขอบอก ...ผมสมัครสอบไป 2 ตำแหน่งคือ เจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป 3 กับอีกตำแหน่งคือเจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน 3 เวลานั้นผมรับราชการอยู่ที่กรุงเทพมหานครอยู่แล้วตั้งแต่ปี 2521 โดยเป็นนักสังคมสงเคราะห์ประจำศูนย์เยาวชนบางนา สังกัดสำนักสวัสดิการสังคม กรุงเทพมหานคร ด้วยความที่ที่ทำงานไกลบ้านมาก ทำได้ปีนึงก็เลยมองหาที่ทำงานใหม่ เพราะเหนื่อยกับการเดินทางข้ามโลกไปทำงานมาก พอดี มสธ. ประกาศรับสมัครสอบก็เลยสมัครอย่างที่บอก ผมสอบได้ทั้ง 2 ตำแหน่ง ตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป 3 ผมสอบได้ที่ 7 เขารับ 6 คนเลยแห้ว ส่วนตำแหน่งเจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน 3 ผมได้ที่ 2 ปรากฏเขาเอาคนเดียว ดูเถอะครับแห้วอีก ซวยจริงๆ ผมคิดในเวลานั้น คนที่ได้ที่หนึ่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหนหรอกครับ รศ.ดร.วรรณา โพธิ์น้อย นี่แหละ ...ตอนแรกคิดว่าคงไม่ได้มาทำงานที่ มสธ ซะแล้ว ผ่านไปประมาณซัก 2 อาทิตย์หลังประกาศผลสอบ มีคนโทรมาหาผมที่บ้าน (วันนั้นเป็นวันจันทร์จำได้ ศูนย์เยาวชนฯ จะหยุดวันอาทิตย์กับวันจันทร์) ทายซิครับใคร ก็อาจารย์เทียนฉาย (อดีตอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) นี่แหละโทรมา บอกว่าให้รีบมารายงานตัวเพราะเค้าเรียกบรรจุเพิ่มอีก 1 คนในตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป 3 ตอนนั้นผมดีใจมาก แสดงว่าอยากได้ตัวเรามาก เพราะอาจารย์เทียนฉาย รองอธิการบดีฝ่ายบริหารในเวลานั้นโทรมาเองเลยนะครับ ผมเลยรีบแต่งตัวออกจากบ้านทันที ไปรายงานตัวที่ชั้น 6 อาคารบริษัทเดินอากาศไทย ถนนผ่านฟ้า ซึ่งเป็นที่ทำงานของสำนักงานอธิการบดี มสธ. ซึ่งที่นั่นเองที่ผมได้พบกับท่านอาจารย์เอี่ยมอีกครั้ง...(โปรดติดตามตอนต่อไป)
ตอนนั้นประมาณปี 2523 มสธ.ประกาศรับสมัครสอบแข่งขันเข้ารับราชการจำนวนหลายตำแหน่งมาก มีคนสมัครสอบเป็นหมื่นนะครับ ไม่ใช่เป็นร้อยหรือพัน เป็นหมื่นขอบอก ...ผมสมัครสอบไป 2 ตำแหน่งคือ เจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป 3 กับอีกตำแหน่งคือเจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน 3 เวลานั้นผมรับราชการอยู่ที่กรุงเทพมหานครอยู่แล้วตั้งแต่ปี 2521 โดยเป็นนักสังคมสงเคราะห์ประจำศูนย์เยาวชนบางนา สังกัดสำนักสวัสดิการสังคม กรุงเทพมหานคร ด้วยความที่ที่ทำงานไกลบ้านมาก ทำได้ปีนึงก็เลยมองหาที่ทำงานใหม่ เพราะเหนื่อยกับการเดินทางข้ามโลกไปทำงานมาก พอดี มสธ. ประกาศรับสมัครสอบก็เลยสมัครอย่างที่บอก ผมสอบได้ทั้ง 2 ตำแหน่ง ตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป 3 ผมสอบได้ที่ 7 เขารับ 6 คนเลยแห้ว ส่วนตำแหน่งเจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน 3 ผมได้ที่ 2 ปรากฏเขาเอาคนเดียว ดูเถอะครับแห้วอีก ซวยจริงๆ ผมคิดในเวลานั้น คนที่ได้ที่หนึ่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหนหรอกครับ รศ.ดร.วรรณา โพธิ์น้อย นี่แหละ ...ตอนแรกคิดว่าคงไม่ได้มาทำงานที่ มสธ ซะแล้ว ผ่านไปประมาณซัก 2 อาทิตย์หลังประกาศผลสอบ มีคนโทรมาหาผมที่บ้าน (วันนั้นเป็นวันจันทร์จำได้ ศูนย์เยาวชนฯ จะหยุดวันอาทิตย์กับวันจันทร์) ทายซิครับใคร ก็อาจารย์เทียนฉาย (อดีตอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) นี่แหละโทรมา บอกว่าให้รีบมารายงานตัวเพราะเค้าเรียกบรรจุเพิ่มอีก 1 คนในตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป 3 ตอนนั้นผมดีใจมาก แสดงว่าอยากได้ตัวเรามาก เพราะอาจารย์เทียนฉาย รองอธิการบดีฝ่ายบริหารในเวลานั้นโทรมาเองเลยนะครับ ผมเลยรีบแต่งตัวออกจากบ้านทันที ไปรายงานตัวที่ชั้น 6 อาคารบริษัทเดินอากาศไทย ถนนผ่านฟ้า ซึ่งเป็นที่ทำงานของสำนักงานอธิการบดี มสธ. ซึ่งที่นั่นเองที่ผมได้พบกับท่านอาจารย์เอี่ยมอีกครั้ง...(โปรดติดตามตอนต่อไป)
10/17/2552
ศาสตราจารย์ ดร. เอี่ยม ฉายางาม ตอนที่ 1
สำหรับผมแล้วการแสดงความเคารพนับถือบุคคล สามารถแสดงออกได้หลายทาง ทางหนึ่งที่ผมพอทำได้และมีความสุขที่จะทำ ก็คือการเขียนถึงคนผู้นั้นตามที่ผมได้รับรู้ ...ผมได้ทราบข่าวว่าท่าน ศาสตราจารย์ ดร. เอี่ยม ฉายางาม ได้ถึงแก่อสัญกรรมเมื่อวันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม ที่ผ่านมา จึงใคร่ขอใช้พื้นที่ในบล็อกนี้เขียนถึงท่านเพื่อเป็นการระลึกถึงท่านด้วยความเคารพนับถือต่อท่านอย่างจริงใจ แม้ผมจะไม่ค่อยได้มีโอกาสพบกับท่านสักเท่าไรนักหลังท่านพ้นจากตำแหน่งอธิการบดีของ มสธ. ไปเมื่อหลายปีมาแล้ว แต่ท่านยังเป็นคนที่มีพระคุณกับผมและเป็นผู้ที่ผมเคารพนับถือมาโดยตลอด ...การเขียนถึงท่านครั้งนี้คงไม่อาจจะเขียนให้จบทั้งหมดได้ในครั้งเดียว ขออนุญาตแบ่งออกเป็นตอนๆ เท่าที่ผมพอจะยังมีความทรงจำต่อท่าน และเท่าที่จะมีกำลังสติปัญญาเขียนถ่ายทอดออกมาให้คนอื่นได้รับรู้อย่างที่ผมได้รับรู้...
ผมได้มีโอกาสพบกับ ศาสตราจารย์ ดร. เอี่ยม ฉายางาม มาตั้งแต่ปี 2517 เมื่อครั้งที่ผมยังศึกษาอยู่ที่คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผมพบกับท่านในชั้นเรียนวิชาประวัติศาสตร์อังกฤษ ที่ท่านเป็นเจ้าของวิชาและอาจารย์ผู้สอน ผมจำได้ว่าวันแรกที่ท่านเข้ามาสอน ท่านแต่งตัวอย่างเป็นทางการมาก (ในความเห็นของผมในเวลานั้น) คือท่านใส่เสื้อเชิ้ตสีขาว ผูกเนคไทแต่เป็นสีอะไรผมจำไม่ได้ เสื้อและกางเกงของท่านดูสะอาดสะอ้านโดยเห็นได้ว่าผ่านการซักและรีดมาเป็นอย่างดี ท่านมีใบหน้าที่ดูอิ่มเอิบมากในเวลานั้นจำได้ว่าผิวหน้าท่านออกสีชมพูด้วยซ้ำไป ท่านบอกให้พวกเราไปซื้อหนังสือเรียนประจำวิชานี้ นั่นก็คือ The History of England ผมจำผู้แต่งไม่ได้ แต่เป็นของสำนักพิมพ์ Penguin Books โดยท่านบอกว่าให้ไปหาซื้อได้ที่ร้านหนังสือดวงกมล สยามสแควร์ พวกเราในตอนนั้น (ซึ่งรวมถึงเพื่อนผมคนหนึ่งซึ่งเป็นศิษย์รักของท่านอาจารย์ในเวลานั้นด้วย ได้แก่ ดร.อำพน กิตติอำพน) รู้สึกว่าพวกเราแย่แน่ เพราะท่านบอกว่าหนังสือที่ว่านั้นเป็นภาษาอังกฤษ สำหรับผมเวลานั้น ภาษาไทยยังเอาตัวไม่ค่อยรอด พอท่านบอกว่าหนังสือที่จะใช้เรียนเป็นภาษาอังกฤษ หลายคนเริ่มกังวลว่าไม่น่ามาเลือกเรียนวิชานี้เลย เวรกรรมจริงๆ แต่ทำไงได้ครับ พวกเราเลยต้องทำใจดีสู้เสือ แบบว่าเอาวะเป็นไงเป็นกัน บางคนฝากให้เพื่อไปซื้อหนังสือให้ ส่วนผมรู้จักร้านดวงกมลค่อนข้างดีอยู่แล้ว เลยไปซื้อเอง ได้หนังสือมาตอนแรกก็พยายามอ่านอยู่หลายวัน สารภาพกันแบบตรงเลยดีกว่าไม่ต้องอ้อมค้อม คือไม่ค่อยรู้เรื่องสักเท่าไรนัก ต้องอาศัยเวลาที่อาจารย์เล่าให้ฟังในชั้น เวลาที่ท่านสอนในชั้น ท่านจะสูบบุหรี่ไปด้วย บุหรี่ที่ท่านชอบสูบตอนนั้นคือ Dunhill กล่องสีเขียว มาพร้อมกับไฟแช็คอันงามสีทองทั้งอัน เวลาที่ท่านสอนท่านก็จะไม่มองหน้าลูกศิษย์ คือจะเดินกลับไปกลับมาอยู่หน้าชั้น มือหนึ่งถือหนังสือพลาง อีกมือก็คีบบุหรี่ไปพลาง สอนไปสูบบุหรี่ไป ควันตลบอบอวลอยู่หน้าชั้น พวกที่นั่งแถวหน้าในตอนแรก ก็เริ่มขยับมาข้างหลังในครั้งถัดไป แต่ห้องที่เรานั่งเรียนกัน (ในเวลานั้นใช้ห้องที่ตึกฟิสิกส์) ไม่ได้กว้างขวางสักเท่าไรนัก สรุปคือนั่งอยู่ตรงไหนก็หนีควันบุหรี่ท่านไม่พ้น พวกเราเลยต้องนั่งเรียนนั่งฟังท่านเล่าเรื่องประวัติศาสตร์อังกฤษไป สูดควันบุหรีไป มึนกันไปถ้วนหน้า พวกผู้หญิงจะบ่นกันมากกว่าพวกผู้ชาย แต่ดูเหมือนท่านจะรู้ว่าไอ้พวกนี้ท่าทางมันคงไม่รู้เรื่อง เพราะส่วนใหญ่นั่งตาลอยแกอาการเอ๋อๆ ท่านจึงคอยถามพวกเราเป็นระยะๆ ตลอดเวลาหนึ่งชั่วโมงที่ท่านสอนว่าเข้าใจหรือไม่ รู้เรื่องหรือไม่ ซึ่งพวกเราทุกคนจำได้แม่นว่าท่านไม่เคยถามเป็นภาษาไทย ท่านจะถามเป็นภาษาอังกฤษว่า "clear?" "understand?" พวกเราก็ได้แต่เงียบเพราะมึนควันบุหรี่ที่ท่านสูบ เมื่อไม่มีใครยกมือถาม ไม่มีใครสงสัย ท่านก็เล่าประวัติศาสตร์อังกฤษของท่านต่ออย่างสบายอกสบายใจ (ท่านจะถามพวกเราประมาณ 2-3 ครั้งในแต่ละชั่วโมงที่ท่านสอน)...แต่ก็แปลกที่พอถึงชั่วโมงเรียนของท่าน พวกเราต่างคนต่างรีบขี่จักรยานมาเข้าชั้นเรียนกันโดยพร้อมเพรียงกัน (โปรดติดตามตอนที่ 2)
ผมได้มีโอกาสพบกับ ศาสตราจารย์ ดร. เอี่ยม ฉายางาม มาตั้งแต่ปี 2517 เมื่อครั้งที่ผมยังศึกษาอยู่ที่คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผมพบกับท่านในชั้นเรียนวิชาประวัติศาสตร์อังกฤษ ที่ท่านเป็นเจ้าของวิชาและอาจารย์ผู้สอน ผมจำได้ว่าวันแรกที่ท่านเข้ามาสอน ท่านแต่งตัวอย่างเป็นทางการมาก (ในความเห็นของผมในเวลานั้น) คือท่านใส่เสื้อเชิ้ตสีขาว ผูกเนคไทแต่เป็นสีอะไรผมจำไม่ได้ เสื้อและกางเกงของท่านดูสะอาดสะอ้านโดยเห็นได้ว่าผ่านการซักและรีดมาเป็นอย่างดี ท่านมีใบหน้าที่ดูอิ่มเอิบมากในเวลานั้นจำได้ว่าผิวหน้าท่านออกสีชมพูด้วยซ้ำไป ท่านบอกให้พวกเราไปซื้อหนังสือเรียนประจำวิชานี้ นั่นก็คือ The History of England ผมจำผู้แต่งไม่ได้ แต่เป็นของสำนักพิมพ์ Penguin Books โดยท่านบอกว่าให้ไปหาซื้อได้ที่ร้านหนังสือดวงกมล สยามสแควร์ พวกเราในตอนนั้น (ซึ่งรวมถึงเพื่อนผมคนหนึ่งซึ่งเป็นศิษย์รักของท่านอาจารย์ในเวลานั้นด้วย ได้แก่ ดร.อำพน กิตติอำพน) รู้สึกว่าพวกเราแย่แน่ เพราะท่านบอกว่าหนังสือที่ว่านั้นเป็นภาษาอังกฤษ สำหรับผมเวลานั้น ภาษาไทยยังเอาตัวไม่ค่อยรอด พอท่านบอกว่าหนังสือที่จะใช้เรียนเป็นภาษาอังกฤษ หลายคนเริ่มกังวลว่าไม่น่ามาเลือกเรียนวิชานี้เลย เวรกรรมจริงๆ แต่ทำไงได้ครับ พวกเราเลยต้องทำใจดีสู้เสือ แบบว่าเอาวะเป็นไงเป็นกัน บางคนฝากให้เพื่อไปซื้อหนังสือให้ ส่วนผมรู้จักร้านดวงกมลค่อนข้างดีอยู่แล้ว เลยไปซื้อเอง ได้หนังสือมาตอนแรกก็พยายามอ่านอยู่หลายวัน สารภาพกันแบบตรงเลยดีกว่าไม่ต้องอ้อมค้อม คือไม่ค่อยรู้เรื่องสักเท่าไรนัก ต้องอาศัยเวลาที่อาจารย์เล่าให้ฟังในชั้น เวลาที่ท่านสอนในชั้น ท่านจะสูบบุหรี่ไปด้วย บุหรี่ที่ท่านชอบสูบตอนนั้นคือ Dunhill กล่องสีเขียว มาพร้อมกับไฟแช็คอันงามสีทองทั้งอัน เวลาที่ท่านสอนท่านก็จะไม่มองหน้าลูกศิษย์ คือจะเดินกลับไปกลับมาอยู่หน้าชั้น มือหนึ่งถือหนังสือพลาง อีกมือก็คีบบุหรี่ไปพลาง สอนไปสูบบุหรี่ไป ควันตลบอบอวลอยู่หน้าชั้น พวกที่นั่งแถวหน้าในตอนแรก ก็เริ่มขยับมาข้างหลังในครั้งถัดไป แต่ห้องที่เรานั่งเรียนกัน (ในเวลานั้นใช้ห้องที่ตึกฟิสิกส์) ไม่ได้กว้างขวางสักเท่าไรนัก สรุปคือนั่งอยู่ตรงไหนก็หนีควันบุหรี่ท่านไม่พ้น พวกเราเลยต้องนั่งเรียนนั่งฟังท่านเล่าเรื่องประวัติศาสตร์อังกฤษไป สูดควันบุหรีไป มึนกันไปถ้วนหน้า พวกผู้หญิงจะบ่นกันมากกว่าพวกผู้ชาย แต่ดูเหมือนท่านจะรู้ว่าไอ้พวกนี้ท่าทางมันคงไม่รู้เรื่อง เพราะส่วนใหญ่นั่งตาลอยแกอาการเอ๋อๆ ท่านจึงคอยถามพวกเราเป็นระยะๆ ตลอดเวลาหนึ่งชั่วโมงที่ท่านสอนว่าเข้าใจหรือไม่ รู้เรื่องหรือไม่ ซึ่งพวกเราทุกคนจำได้แม่นว่าท่านไม่เคยถามเป็นภาษาไทย ท่านจะถามเป็นภาษาอังกฤษว่า "clear?" "understand?" พวกเราก็ได้แต่เงียบเพราะมึนควันบุหรี่ที่ท่านสูบ เมื่อไม่มีใครยกมือถาม ไม่มีใครสงสัย ท่านก็เล่าประวัติศาสตร์อังกฤษของท่านต่ออย่างสบายอกสบายใจ (ท่านจะถามพวกเราประมาณ 2-3 ครั้งในแต่ละชั่วโมงที่ท่านสอน)...แต่ก็แปลกที่พอถึงชั่วโมงเรียนของท่าน พวกเราต่างคนต่างรีบขี่จักรยานมาเข้าชั้นเรียนกันโดยพร้อมเพรียงกัน (โปรดติดตามตอนที่ 2)
10/15/2552
ว่าด้วยเกษียณราชการ 2009
ปีนี้มีคนที่ผมรู้จักมักคุ้นเกษียณจากราชการไปพอสมควร มีทั้งที่ขอเออร์ลี่ออกไปก่อนโดยที่ยังไม่ครบ 60 ปี และมีที่ขอเออร์ลี่แต่มหาวิทยาลัยไม่อนุญาต เลยขอลาออกจากราชการ ซึ่งกรณีนี้ใครก็มาห้ามไม่ได้ ...กรณีหลังนี่เป็นเพื่อนผมมาตั้งแต่สมัยที่เริ่มทำงานที่นี่เมื่อปี 2523 ขออนุญาตเอ่ยนามด้วยความนับถือไว้ตรงนี้ว่า คนนั้นก็คือคุณสวัสดิ์ เชาวกุล...สิ่งที่อยู่ในความทรงจำของผมก็คือคุณสวัสดิ์เริ่มทำงานที่ มสธ. ครั้งแรกก็ที่กองพัสดุ ในตำแหน่งนักวิชาการพัสดุ 3 เข้ามาพร้อมๆ กับเพื่อนผมอีกคนหนึ่งคือ คุณปรัชญา สิงห์ชูวงศ์ (ปัจจุบันลาออกจากราชการไปหลายปีแล้ว โดยไปประกอบอาชีพอย่างเจริญก้าวหน้าที่บริษัท AIA) ครั้งนั้นที่ทำงานของกองพัสดุ สำนักงานอธิการบดี อยู่ที่ชั้น 6 อาคารบริษัทเดินอากาศไทย ตรงสะพานผ่านฟ้า ราชดำเนิน หัวหน้ากองพัสดุสมัยนั้นก็คือคุณฮง สมสงวน จำได้ว่าเรานั่งออสุมทำงานกันอยู่ตรงนั้นหลายหน่วยงานรวมกัน หลายชีวิต รวมทั้งรองอธิการบดีทั้ง 3 คนในเวลานั้นก็นั่งสุมกันอยู่ตรงนั้นด้วย รองฯ ทั้งสามก็คือ ศ. ดร. เทียนฉาย กีนะนันท์ (รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร) ศ. ดร. เอี่ยม ฉายางาม (รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ) และ รศ. ดร. ทองอินทร์ วงศ์โสธร (รองอธิการบดีฝ่ายวางแผน) ...คุณสวัสดิ์ที่ผมรู้จักเป็นคนที่สุภาพเรียบร้อย บุคลิกของเขาเมื่อครั้งนั้นจนมาถึงวันที่เขาลาออกจากราชการไม่เปลี่ยนไปแม้แต่น้อย คุณสวัสดิ์เป็นคนที่เคร่งครัดกับความถูกต้อง ทั้งนี้ในความเห็นของผมอาจเป็นเพราะการที่เขาต้องทำงานกับระเบียบราชการมาโดยตลอด ที่เป็นผลหล่อหลอมให้คุณสวัสดิ์เป็นคนที่มีบุคลิกของความตรงไปตรงมา คำนึงถึงระเบียบกฎเกณฑ์การปฏิบัติเป็นสำคัญ และที่สำคัญเป็นคนที่เห็นแก่ประโยชน์ของมหาวิทยาลัยเป็นหลัก...ความจริงแล้วหากเรามองกันในทางการบริหารจัดการทรัพยากรในองค์การ คุณสวัสดิ์ถือเป็นทรัพยากรบุคคลขององค์การที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง ความรู้ ทักษะ ประสบการณ์ ตลอดจนจิตสำนึกในการทำงานที่เขามีอยู่นับว่าเป็นสิ่งที่หาได้ยากในองค์การอย่าง มสธ. ทุกวันนี้ ...สิ่งที่ชี้ได้ง่ายๆ อย่างดีประการหนึ่งคือ ตลอดเวลา 29 ปีที่คุณสวัสดิ์ทำงานที่ มสธ. เราไม่เคยได้ยินว่าคุณสวัสดิ์มีปัญหาหรือสร้างปัญหาอย่างใดแก่องค์การ ยิ่งปัญหาที่ถือกันว่าเป็นปัญหาที่มักเกิดกับคนทำงานราชการก็คือ การคอรับชั่น ปัญหาชู้สาว คุณสวัสดิ์เป็นผู้ที่ปราศจากเรื่องเหล่านี้อย่างสิ้นเชิง ...ผมมานั่งคิดว่า แล้วอะไรคือปัญหาที่ทำให้คุณสวัสดิ์จำต้องลาออกจากราชการก่อน ทั้งที่ความรู้ประสบการณ์ของเขาน่าจะยังประโยชน์ต่อมหาวิทยาลัยได้อีกนาน ...ก่อนหน้านั้นผมไม่ค่อยได้มีโอกาสสนทนากับคุณสวัสดิ์สักเท่าไรนัก เนื่องจากตำแหน่งงานที่แตกต่างกัน เป็นผลให้ไม่ค่อยได้พบปะคุณสวัสดิ์มากนัก จะพบกันก็บางทีที่ร้านกาแฟหน้าอาคารสัมมนา 1 ที่คุณสวัสดิ์ไปนั่งดื่มกาแฟในบางครั้ง ซึ่งได้คุยกันบ้างเล็กน้อยตามโอกาสและเวลาที่จำกัด ...แต่เมื่อมีโอกาสได้ไปร่วมงานเลี้ยงแบบส่วนตัวเล็กๆ ของคนที่คุ้นเคยกันที่ TK Palace ก็ทำให้พอได้ทราบเหตุผลบางส่วนที่ทำให้คุณสวัสดิ์ต้องขอลาออกจากราชการ ...เท่าที่ผมพอรับรู้ได้ก็คือ หนึ่งปัญหาเรื่องสุขภาพของคุณสวัสดิ์เอง ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลกระทบมาจากการทำงาน สองปัญหาเรื่องของความเครียดในการทำงาน ที่เกิดจากสภาพแวดล้อมที่เป็นปัญหาจากการทำงาน จากการตัดสินใจของบุคคล จากการขาดการไตร่ตรองอย่างรอบคอบด้วยเหตุผลของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง จากอคติของคนในมหาวิทยาลัยที่มีต่อกัน (ผู้บริหารกับผู้ใต้บังคับบัญชา) จากการที่ต้องทำงานในที่ที่ไม่เหมาะสม จากการตัดสินใจที่ไม่คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมขององค์การ จากความไร้วุฒิภาวะทางเหตุผลและอารมณ์ของผู้ที่เกี่ยวข้อง...ประกอบกับสิ่งที่คุณสวัสดิ์ต้องการจะไปทำหลังจากออกจากราชการ เป็นผลให้คุณสวัสดิ์ตัดสินใจขอลาออกจากราชการไปในที่สุด
ผมคิดว่ากรณีของคุณสวัสดิ์ เป็นกรณีตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นอะไรต่ออะไรหลายอย่างในองค์การอย่าง มสธ. หนึ่งผมว่ามันชี้ถึงปัญหาความบกพร่องบางอย่างในกระบวนการ KM ของมหาวิทยาลัย สองมันชี้ถึงการให้คุณค่าต่อการตัดสินใจภายใต้ authority ที่มีอย่างเดียวโดยไม่นำพาถึงคุณค่าของบุคคล สามมันชี้ให้เห็นว่าองค์การมีความเสี่ยงอย่างมากต่อการตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ที่จะมีในอนาคต ...ผมเขียนถึงคุณสวัสดิ์ในโอกาสนี้ ก็ด้วยความนับถือที่มีต่อคุณสวัสดิ์ และด้วยความปรารถนาดีต่อบุคลากรทุกคนใน มสธ.
ผมคิดว่ากรณีของคุณสวัสดิ์ เป็นกรณีตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นอะไรต่ออะไรหลายอย่างในองค์การอย่าง มสธ. หนึ่งผมว่ามันชี้ถึงปัญหาความบกพร่องบางอย่างในกระบวนการ KM ของมหาวิทยาลัย สองมันชี้ถึงการให้คุณค่าต่อการตัดสินใจภายใต้ authority ที่มีอย่างเดียวโดยไม่นำพาถึงคุณค่าของบุคคล สามมันชี้ให้เห็นว่าองค์การมีความเสี่ยงอย่างมากต่อการตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ที่จะมีในอนาคต ...ผมเขียนถึงคุณสวัสดิ์ในโอกาสนี้ ก็ด้วยความนับถือที่มีต่อคุณสวัสดิ์ และด้วยความปรารถนาดีต่อบุคลากรทุกคนใน มสธ.
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)