อย่างที่เล่าให้ฟังว่าหลังจากที่ผมเข้ามาทำงานที่ มสธ. ก็ไม่ได้มีโอกาสทำงานกับท่านอาจารย์สักเท่าไรนัก เนื่องจากผมไม่ได้อยู่ในสายงานวิชาการที่ท่านรับผิดชอบอยู่ จะได้มีโอกาสเห็นท่านอาจารย์ก็ต่อเมื่อต้องเข้าร่วมประชุมในคณะกรรมการบางชุดของมหาวิทยาลัยเท่านั้น ที่ได้เห็นท่านอาจารย์มากหน่อยก็ในการประชุมเพื่อจัดทำแผนปฏิบัติการประจำปี ...ในอดีตการประชุมแผนปฏิบัติการประจำปีของมหาวิทยาลัยถือเป็นกิจกรรมที่มีความสำคัญมาก จะว่าไปก็ทำนองเดียวกับการทำแผนยุทธศาสตร์ประจำปีของมหาวิทยาลัยนั่นแหละ เพราะมีการพิจารณากันตั้งแต่นโยบายของมหาวิทยาลัยในแต่ละปีว่าจะไปในทางใด มีการพิจารณาเป้าหมายด้านการศึกษาของมหาวิทยาลัยทั้งหมด โดยเฉพาะเป้าหมายการรับนักศึกษา เป้าหมายผู้สำเร็จการศึกษา เป้าหมายการผลิตและเปิดสอนชุดวิชา เป้าหมายการผลิตสื่อการสอนต่างๆ ถือได้ว่าเป็นกิจกรรมประชุมที่ใหญ่ที่สุดของมหาวิทยาลัย เพราะทุกหน่วยงานจะต้องเข้าร่วมประชุมโดยพร้อมเพรียงกัน รวมทั้งรองอธิการบดีทุกฝ่าย ...เท่าที่ผมได้เห็นจากการประชุมแผนปฏิบัติการประจำปีในอดีต ก็คือท่านอาจารย์ในฐานะรองอธิการบดีฝ่ายวิชาการเข้าร่วมการประชุม แต่ท่านไม่ได้มีบทบาทในการแสดงความเห็นในที่ประชุมมากสักเท่าไรนัก คนที่พูดในที่ประชุมมากที่สุดในที่ประชุมก็คงไม่พ้นอธิการบดี (ศ.ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน) กับรองอธิการบดีฝ่ายวางแผน (รศ.ดร. ทองอินทร์ วงศ์โสธร) เรียกว่าท่านอาจารย์อภิปรายในที่ประชุมไม่มากนัก แต่ท่านยังคงสูบบุหรี่อยู่เช่นเดิม อย่างไรก็ตามมีเกร็ดที่อยากเล่าให้ฟังว่า ในที่ประชุมครั้งหนึ่งมีการอภิปรายกันว่าสีประจำมหาวิทยาลัยคือสีเขียวทองนั้น เมื่อจะต้องเอาไปใช้ในการจัดทำเอกสารข้าวของต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัย เราจะเลือกใช้โทนสีเช่นไร สีทองดูไม่ใคร่มีปัญหามากนัก มาตกหนักก็ที่สีเขียว ว่าสีเขียวที่ว่านี้เขียวแบบไหน ...ก่อนนั้นเรายังไม่ได้ย้ายมาที่บางพูด เมืองทองธานี ยังเร่ร่อนขอยืมอาคารเขาทำงานอยู่ จึงยังไม่มีต้นปาริชาติที่เราพอยกตัวอย่างสีเขียวจากใบของต้นปาริชาติได้... อภิปรายกันไปอภิปรายกันมา ก็มาจบลงตรงที่ท่านอาจารย์ก็ยกกล่องบุหรี่ Dunhill ขึ้นมาเป็นตัวอย่างแล้วเสนอว่าน่าจะเป็นเขียวแบบกล่องบุหรี่ดันฮิลนี่แหละ เป็นสีเขียวหัวเป็ดอย่างที่ใช้กันมาถึงปัจจุบัน
ท่านอาจารย์เอี่ยมเป็นคนที่ค่อนข้างให้ความสำคัญกับความเป็นระเบียบเรียบร้อย กาลเทศะ ความสมบูรณ์แบบอะไรทำนองนี้ รวมกับบุคลิกของท่านที่สมาร์ท เนี๊ยบไปหมดตั้งแต่ศรีษะจรดเท้า ทำให้ท่านดูเป็นคนที่เข้าถึงได้ยาก (ในการรับรู้ของผม) ออกจะดุด้วยซ้ำไป (ไม่เหมือนตอนที่เรียนประวัติศาสตร์อังกฤษกับท่านเลยแฮะ) แล้วเวลาที่ท่านออกแนวดุนั้น น่าเกรงหยอกเมื่อไหร่เล่า ผมเคยเห็นท่านตำหนิผู้บริหารระดับกองในสำนักงานอธิการบดีครั้งหนึ่งสมัยที่ยังอยู่ทบวงมหาวิทยาลัย ชั้น 12 บอกได้ว่าน่ากลัวจริงๆ ...ผมคงไม่เอ่ยถึงนามของท่านที่ถูกตำหนิหรอกครับ และก็จำไม่ได้ว่าเป็นเรื่องอะไร แบบว่าท่านถามเลยต่อหน้าทำนองว่า "อยู่ในตำแหน่งนี้ (หัวหน้ากอง) แฮ๊ปปี้ดีไม๊" ในความคิดของผม ท่านกำลังบอกว่าเดี๋ยวก็จะไม่ได้อยู่หรอก อย่างนั้นจริงๆ ถึงได้บอกว่าเมื่อได้เห็นตอนนั้น เลยออกจะกลัวท่านอยู่นิดๆ เหมือนกัน ตอนนั้นคิดแต่เพียงว่าโชคดีแฮะที่ไม่ได้อยู่ในสายงานของท่าน... (โปรดติดตามตอนต่อไป)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น