10/17/2552

ศาสตราจารย์ ดร. เอี่ยม ฉายางาม ตอนที่ 1

สำหรับผมแล้วการแสดงความเคารพนับถือบุคคล สามารถแสดงออกได้หลายทาง ทางหนึ่งที่ผมพอทำได้และมีความสุขที่จะทำ ก็คือการเขียนถึงคนผู้นั้นตามที่ผมได้รับรู้ ...ผมได้ทราบข่าวว่าท่าน ศาสตราจารย์ ดร. เอี่ยม ฉายางาม ได้ถึงแก่อสัญกรรมเมื่อวันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม ที่ผ่านมา จึงใคร่ขอใช้พื้นที่ในบล็อกนี้เขียนถึงท่านเพื่อเป็นการระลึกถึงท่านด้วยความเคารพนับถือต่อท่านอย่างจริงใจ แม้ผมจะไม่ค่อยได้มีโอกาสพบกับท่านสักเท่าไรนักหลังท่านพ้นจากตำแหน่งอธิการบดีของ มสธ. ไปเมื่อหลายปีมาแล้ว แต่ท่านยังเป็นคนที่มีพระคุณกับผมและเป็นผู้ที่ผมเคารพนับถือมาโดยตลอด ...การเขียนถึงท่านครั้งนี้คงไม่อาจจะเขียนให้จบทั้งหมดได้ในครั้งเดียว ขออนุญาตแบ่งออกเป็นตอนๆ เท่าที่ผมพอจะยังมีความทรงจำต่อท่าน และเท่าที่จะมีกำลังสติปัญญาเขียนถ่ายทอดออกมาให้คนอื่นได้รับรู้อย่างที่ผมได้รับรู้...

ผมได้มีโอกาสพบกับ ศาสตราจารย์ ดร. เอี่ยม ฉายางาม มาตั้งแต่ปี 2517 เมื่อครั้งที่ผมยังศึกษาอยู่ที่คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผมพบกับท่านในชั้นเรียนวิชาประวัติศาสตร์อังกฤษ ที่ท่านเป็นเจ้าของวิชาและอาจารย์ผู้สอน ผมจำได้ว่าวันแรกที่ท่านเข้ามาสอน ท่านแต่งตัวอย่างเป็นทางการมาก (ในความเห็นของผมในเวลานั้น) คือท่านใส่เสื้อเชิ้ตสีขาว ผูกเนคไทแต่เป็นสีอะไรผมจำไม่ได้ เสื้อและกางเกงของท่านดูสะอาดสะอ้านโดยเห็นได้ว่าผ่านการซักและรีดมาเป็นอย่างดี ท่านมีใบหน้าที่ดูอิ่มเอิบมากในเวลานั้นจำได้ว่าผิวหน้าท่านออกสีชมพูด้วยซ้ำไป ท่านบอกให้พวกเราไปซื้อหนังสือเรียนประจำวิชานี้ นั่นก็คือ The History of England ผมจำผู้แต่งไม่ได้ แต่เป็นของสำนักพิมพ์ Penguin Books โดยท่านบอกว่าให้ไปหาซื้อได้ที่ร้านหนังสือดวงกมล สยามสแควร์ พวกเราในตอนนั้น (ซึ่งรวมถึงเพื่อนผมคนหนึ่งซึ่งเป็นศิษย์รักของท่านอาจารย์ในเวลานั้นด้วย ได้แก่ ดร.อำพน กิตติอำพน) รู้สึกว่าพวกเราแย่แน่ เพราะท่านบอกว่าหนังสือที่ว่านั้นเป็นภาษาอังกฤษ สำหรับผมเวลานั้น ภาษาไทยยังเอาตัวไม่ค่อยรอด พอท่านบอกว่าหนังสือที่จะใช้เรียนเป็นภาษาอังกฤษ หลายคนเริ่มกังวลว่าไม่น่ามาเลือกเรียนวิชานี้เลย เวรกรรมจริงๆ แต่ทำไงได้ครับ พวกเราเลยต้องทำใจดีสู้เสือ แบบว่าเอาวะเป็นไงเป็นกัน บางคนฝากให้เพื่อไปซื้อหนังสือให้ ส่วนผมรู้จักร้านดวงกมลค่อนข้างดีอยู่แล้ว เลยไปซื้อเอง ได้หนังสือมาตอนแรกก็พยายามอ่านอยู่หลายวัน สารภาพกันแบบตรงเลยดีกว่าไม่ต้องอ้อมค้อม คือไม่ค่อยรู้เรื่องสักเท่าไรนัก ต้องอาศัยเวลาที่อาจารย์เล่าให้ฟังในชั้น เวลาที่ท่านสอนในชั้น ท่านจะสูบบุหรี่ไปด้วย บุหรี่ที่ท่านชอบสูบตอนนั้นคือ Dunhill กล่องสีเขียว มาพร้อมกับไฟแช็คอันงามสีทองทั้งอัน เวลาที่ท่านสอนท่านก็จะไม่มองหน้าลูกศิษย์ คือจะเดินกลับไปกลับมาอยู่หน้าชั้น มือหนึ่งถือหนังสือพลาง อีกมือก็คีบบุหรี่ไปพลาง สอนไปสูบบุหรี่ไป ควันตลบอบอวลอยู่หน้าชั้น พวกที่นั่งแถวหน้าในตอนแรก ก็เริ่มขยับมาข้างหลังในครั้งถัดไป แต่ห้องที่เรานั่งเรียนกัน (ในเวลานั้นใช้ห้องที่ตึกฟิสิกส์) ไม่ได้กว้างขวางสักเท่าไรนัก สรุปคือนั่งอยู่ตรงไหนก็หนีควันบุหรี่ท่านไม่พ้น พวกเราเลยต้องนั่งเรียนนั่งฟังท่านเล่าเรื่องประวัติศาสตร์อังกฤษไป สูดควันบุหรีไป มึนกันไปถ้วนหน้า พวกผู้หญิงจะบ่นกันมากกว่าพวกผู้ชาย แต่ดูเหมือนท่านจะรู้ว่าไอ้พวกนี้ท่าทางมันคงไม่รู้เรื่อง เพราะส่วนใหญ่นั่งตาลอยแกอาการเอ๋อๆ ท่านจึงคอยถามพวกเราเป็นระยะๆ ตลอดเวลาหนึ่งชั่วโมงที่ท่านสอนว่าเข้าใจหรือไม่ รู้เรื่องหรือไม่ ซึ่งพวกเราทุกคนจำได้แม่นว่าท่านไม่เคยถามเป็นภาษาไทย ท่านจะถามเป็นภาษาอังกฤษว่า "clear?" "understand?" พวกเราก็ได้แต่เงียบเพราะมึนควันบุหรี่ที่ท่านสูบ เมื่อไม่มีใครยกมือถาม ไม่มีใครสงสัย ท่านก็เล่าประวัติศาสตร์อังกฤษของท่านต่ออย่างสบายอกสบายใจ (ท่านจะถามพวกเราประมาณ 2-3 ครั้งในแต่ละชั่วโมงที่ท่านสอน)...แต่ก็แปลกที่พอถึงชั่วโมงเรียนของท่าน พวกเราต่างคนต่างรีบขี่จักรยานมาเข้าชั้นเรียนกันโดยพร้อมเพรียงกัน (โปรดติดตามตอนที่ 2)

ไม่มีความคิดเห็น: