10/18/2552

ศาสตราจารย์ ดร.เอี่ยม ฉายางาม ตอนที่ 2

...เป็นอย่างนั้นจริงๆ ครับ ถึงชั่วโมงเรียนเราก็เข้ามากันพร้อมหน้า มานั่งหน้าสลอนฟังท่านอาจารย์เล่าประวัติศาสตร์อังกฤษให้เราฟัง พร้อมกันนั้นก็สูดควันบุหรี่ดันฮิลของท่านอาจารย์เข้าไปในปอดด้วยความเต็มใจ จำได้ว่าตอนที่เรียนวิชานี้ผมจำชื่อได้ 2 ชื่อที่เกี่ยวข้อง หนึ่งคือ Oliver Cromwell กับสองคือสังฆราชแห่งแคนเทอเบอรี่ เหมือนว่าท่านอาจารย์จะพูดถึงสองชื่อนี้อยู่บ่อยๆ คิดในเวลานั้นว่าน่าจะเป็นคนสำคัญในประวัติศาสตร์อังกฤษ (ได้เท่านั้นจริงๆ ตอนนั้น) ...พวกเรา KU 34 อยากรู้กันว่าอาจารย์นั่งห้องไหน จึงไปสำรวจดูที่คณะ ...ตอนนั้นคณะสังคมศาสตร์ของผมเป็นอาคารชั้นเดียว เราเรียกกันว่ากระต๊อบสังคม ทำนองนั้นจริงๆ ครับ ไม่ใหญ่โตอะไรกับเขา (เนื่องจากยังเป็นคณะเล็กๆ ที่เพิ่งตั้งมาได้ 9 ปี ในเวลานั้น) ตั้งอยู่เยื้องๆ กับคณะเศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจ (ปัจจุบันสองคณะนี้แยกจากกันเป็นสองคณะแล้ว) ทางด้านถนนงามวงศ์วาน ผมเองเคยเข้าไปพบอาจารย์ที่ห้องทำงานหนหนึ่ง ก็รู้สึกแปลกที่ได้พบว่าอาจารย์นั่งทำงานอยู่คนเดียวเท่านั้นในห้องนี้ ไม่มีอาจารย์คนอื่นอยู่ด้วย ที่ว่าแปลกก็เพราะว่าส่วนใหญ่อาจารย์เค้าจะนั่งทำงานรวมกันในห้อง ห้องหนึ่งประมาณ 5-7 คน แยกไปตามภาควิชา แต่นี่นั่งคนเดียว ผมคิดในเวลานั้นว่าอาจารย์คงเป็นคนพิเศษ ไม่ก็เป็นคนแปลกแตกต่างไปจากคนอื่น แต่จนบัดนี้ผมก็ไม่เคยไปหาคำตอบว่า ทำไมอาจารย์จึงได้นั่งทำงานคนเดียวในห้อง (สันนิษฐานเอาว่าน่าจะเป็นสิทธิพิเศษอะไรบางอย่าง แต่ก็ไม่กล้าถามอาจารย์) ที่สำคัญห้องนั้นก็ไม่ได้สว่างมากมายอะไรนัก ออกดูทึมๆ ด้วยซ้ำไป ก็ไม่รู้ว่าอาจารย์นั่งทำงานไปได้อย่างไร ...เวลาที่อาจารย์เล่าประวัติศาสตร์อังกฤษ อาจารย์จะเล่าให้พวกเราฟังถึงชีวิตของอาจารย์ตอนที่ไปเรียนที่อังกฤษด้วย พวกเราจำได้ว่าอาจารย์เป็นคนเรียนเก่ง เพราะได้ที่หนึ่ง ม.8 ของประเทศ และได้ไปเรียนที่อังกฤษ ผมคิดว่าอาจารย์คงมีความภาคภูมิใจมากในสิ่งนี้ เพราะทุกครั้งที่อาจารย์เล่าให้ฟัง เราได้เห็นประกายในดวงตาของอาจารย์ที่เห็นได้ชัดว่ามีความสุขและเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ อาจารย์บอกว่าช่วงไปเรียน ต้องพักอยู่ในบ้านของขุนนางอังกฤษ ซึ่งเวลาจะเดิน นั่ง ยืน ต้องสำรวมอยู่เสมอ เคยได้ฟังว่าเวลานั่งรับประทานอาหารเย็นร่วมโต๊ะ ต้องแต่งชุดทักซิโด้ และถ้าหากมีกิริยาที่ไม่เหมาะสม เช่น หยิบช้อนชาแล้วทำเสียงดังเนื่องจากไปกระทบกับแก้ว ก็มักจะถูกตำหนิทุกครั้ง ตอนนั้นผมและเพื่อนๆ ชอบมานินทาถึงอาจารย์ลับหลังว่า อะไรมันจะเว่อร์ขนาดนั้น (บาปกรรม!) ...อีกสิ่งหนึ่งที่ผมรู้เกี่ยวกับอาจารย์ในเวลานั้นคืออาจารย์เก่งภาษาอังกฤษมาก และรู้ด้วยว่าอาจารย์สอนพิเศษที่สถาบัน ALT อยู่ด้วย สอน TOEFL นั่นแหละครับ ผมไม่เคยเรียน TOEFL กับอาจารย์ แต่ลูกศิษย์เอกของอาจารย์คนนึงคือ ดร.อำพน กิตติอำพน เพื่อนผมนั่นเอง ...หลังจากสำเร็จปริญญาตรีที่เกษตรศาสตร์ในปี 2520 ผมก็ได้มาพบท่านอาจารย์อีกครั้งก็ที่ มสธ. ในปี 2523

ตอนนั้นประมาณปี 2523 มสธ.ประกาศรับสมัครสอบแข่งขันเข้ารับราชการจำนวนหลายตำแหน่งมาก มีคนสมัครสอบเป็นหมื่นนะครับ ไม่ใช่เป็นร้อยหรือพัน เป็นหมื่นขอบอก ...ผมสมัครสอบไป 2 ตำแหน่งคือ เจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป 3 กับอีกตำแหน่งคือเจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน 3 เวลานั้นผมรับราชการอยู่ที่กรุงเทพมหานครอยู่แล้วตั้งแต่ปี 2521 โดยเป็นนักสังคมสงเคราะห์ประจำศูนย์เยาวชนบางนา สังกัดสำนักสวัสดิการสังคม กรุงเทพมหานคร ด้วยความที่ที่ทำงานไกลบ้านมาก ทำได้ปีนึงก็เลยมองหาที่ทำงานใหม่ เพราะเหนื่อยกับการเดินทางข้ามโลกไปทำงานมาก พอดี มสธ. ประกาศรับสมัครสอบก็เลยสมัครอย่างที่บอก ผมสอบได้ทั้ง 2 ตำแหน่ง ตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป 3 ผมสอบได้ที่ 7 เขารับ 6 คนเลยแห้ว ส่วนตำแหน่งเจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน 3 ผมได้ที่ 2 ปรากฏเขาเอาคนเดียว ดูเถอะครับแห้วอีก ซวยจริงๆ ผมคิดในเวลานั้น คนที่ได้ที่หนึ่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหนหรอกครับ รศ.ดร.วรรณา โพธิ์น้อย นี่แหละ ...ตอนแรกคิดว่าคงไม่ได้มาทำงานที่ มสธ ซะแล้ว ผ่านไปประมาณซัก 2 อาทิตย์หลังประกาศผลสอบ มีคนโทรมาหาผมที่บ้าน (วันนั้นเป็นวันจันทร์จำได้ ศูนย์เยาวชนฯ จะหยุดวันอาทิตย์กับวันจันทร์) ทายซิครับใคร ก็อาจารย์เทียนฉาย (อดีตอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) นี่แหละโทรมา บอกว่าให้รีบมารายงานตัวเพราะเค้าเรียกบรรจุเพิ่มอีก 1 คนในตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป 3 ตอนนั้นผมดีใจมาก แสดงว่าอยากได้ตัวเรามาก เพราะอาจารย์เทียนฉาย รองอธิการบดีฝ่ายบริหารในเวลานั้นโทรมาเองเลยนะครับ ผมเลยรีบแต่งตัวออกจากบ้านทันที ไปรายงานตัวที่ชั้น 6 อาคารบริษัทเดินอากาศไทย ถนนผ่านฟ้า ซึ่งเป็นที่ทำงานของสำนักงานอธิการบดี มสธ. ซึ่งที่นั่นเองที่ผมได้พบกับท่านอาจารย์เอี่ยมอีกครั้ง...(โปรดติดตามตอนต่อไป)

ไม่มีความคิดเห็น: