เมื่อช่วงสี่ห้าวันที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยเค้าจัดให้มีการตรวจสุขภาพประจำปี ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องดีมาก เป็นสวัสดิการแก่ข้าราชการและลูกจ้างทุกคนของมหาวิทยาลัย รวมทั้งบรรดาท่านที่เกษียณราชการไปแล้วด้วย กิจกรรมนี้จัดต่อเนื่องกันมานานแล้ว เรียกว่าเป็นโอกาสที่ดีที่บุคลากรจะได้มีโอกาสรู้ว่าตอนนี้สถานการณ์ชีวิตของเราเป็นยังไงบ้าง หลายคนจึงถือเป็นเรื่องสำคัญ ที่สำคัญช่วงที่ผ่านมา เราทำงานภายใต้แนวคิดบริหารจัดการแบบใหม่ (ที่เชื่อว่าน่าจะดี?)ทำงานตามตัวบ่งชี้ (คนชี้มีแยะซะด้วย)ก็เลยทำให้ชีวิตการทำงานสำหรับหลายคนดูเครียดๆ ไปตามๆ กัน ทั้งผู้บริหารและบุคลากร ที่จริงน่าสนใจนะครับว่า คนสองกลุ่มนี้ใครน่าจะเครียดกว่าใคร
ภรรยาผมเขาก็ไปตรวจด้วย คงต้องรอผล แต่เบื้องต้นก็คือปัญหาความดันโลหิต คือออกไปทางสูง การรู้เช่นนี้ก็ดีไปอย่าง จะได้ระแวดระวังตัว กินอาหารที่เหมาะสม พักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังสม่ำเสมอ สำคัญอย่าเครียด ไอ้ประการหลังนี่หลายคนบอก แหมทำยากไอ้ที่จะให้ไม่เครียด ทำยากยังไงก็ต้องทำครับ ไม่งั้นต่อให้กินยากันยังไง ไม่มีทางหายหรือไม่มีทางควบคุมมันได้หรอก ต้องคอยบอกเธอเสมอแหละครับว่าอย่าไปเครียดกับมันนัก ทุกอย่างไม่มีอะไรจีรัง มันมาแล้วก็ไป ไม่ว่าจะเป็นคน สัตว์ สิ่งของ
เพื่อนๆ ผมหลายคนไปตรวจสุขภาพแล้วเอามาเล่าสู่กันฟัง ว่าไปตรวจแล้วเจอโน่นเจอนี่ เป็นโน่นเป็นนี่ มีภาวะเสี่ยงต่อไอ้นั่น เสี่ยงต่อไอ้นี่ ก็วัยมันเลยห้าสิบ รอมร่อจะหกสิบ โรคภัยไข้เจ็บเลยเริ่มกรายเข้ามาหามากขึ้นๆ พวกนั้นมาถามผมว่า ผมเป็นอะไรมั่งป่าว ผมบอกไม่เห็นเป็นอะไรเลย มันงงบอกเป็นได้ไงไม่เป็นอะไรเลย ผมบอกทำไมจะไม่ได้ล่ะ ผมไม่ได้เป็นอะไรเลยก็เพราะผมไม่ได้ตรวจไง ไม่ได้ตรวจก็เลยไม่เจออะไร ไม่เจออะไรก็เลยไม่เป็นอะไร เป็นไงล่ะ เพื่อนบอกว่าผมประมาทไปหรือเปล่า น่าจะตรวจบ้าง ผมบอกผมไม่ได้ตรวจมาหลายปีแล้ว มันเลยไม่เป็นอะไรเลย เพื่อนผมเลยลงความเห็นว่า ไอ้นี่บ้า
ความจริงผมไม่ได้ประมาทอะไรหรอก เพียงแต่มีสมมติฐานส่วนตัวบางอย่าง ที่อาจจะต่างไปจากหลายๆ คน ก็เลยอยากทำตามสิ่งที่ตนเองเชื่อ ก็เท่านั้น แต่ไม่ใช่ประมาท เพราะผมรู้ดีว่าความประมาทย่อมเป็นหนทางแห่งความเสื่อม นี่พอตรวจสุขภาพผ่านไป ตอนเย็นเลยเห็นบางคนที่ไม่ค่อยได้ออกกำลัง เริ่มมาออกกำลัง รอบๆ มหาวิทยาลัย ดีครับ สนับสนุนเต็มที่เลยเรื่องนี้ มนุษย์เรามีแค่สองอย่างคือกายกับใจ ทำกายและใจเราให้แข็งแรงแจ่มใสไร้กิเลส เพียงเท่านี้ก็วิเศษแล้ว พระพุทธเจ้าตรัสว่า ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ เป็นสัจธรรมที่ทุกคนรู้ดี แต่เอาเข้าจริง เราก็ยังอยากได้อยากเป็นอะไรต่ออะไรนอกเหนือไปจากความไม่มีโรคอยู่ดี
Space and Time at STOU
2/18/2553
11/13/2552
ศาสตราจารย์ ดร. เอี่ยม ฉายางาม ตอนที่ 7 (ตอนจบ)
อย่างที่เล่าให้ฟังในตอนที่ผ่านมาล่ะครับ ว่าเรื่องราวเกี่ยวกับตัวท่านอาจารย์เอี่ยมที่ผมจะเขียนเริ่มมีน้อยลงตามลำดับ ทั้งนี้ก็เนื่องจากผมไม่ค่อยมีโอกาสได้พบ ได้เห็น หรือร่วมประชุมกับท่านสักเท่าไรนัก ยิ่งพอถึงปี 2533 ที่ผมมาเป็นอาจารย์ที่สาขาวิชาคหกรรมศาสตร์ ก็ยิ่งมีโอกาสพบเห็นท่านน้อยลงไปอีก ที่จะได้พบเห็นท่านก็ในโอกาสอย่างเช่น การปฐมนิเทศผู้ประสานงานการสอบในแต่ละภาคการศึกษา ที่ส่วนใหญ่ท่านจะมาเปิดเอง เป็นต้น ...ผมมามีโอกาสได้ร่วมประชุมกับท่านมากขึ้น ก็ตอนที่เป็นกรรมการผู้แทนสาขาวิชาคหกรรมศาสตร์ในสภาวิชาการ น่าจะประมาณปี 2539-2540 ราวๆ นั้น ตอนนั้นได้พบเห็นท่านทุกวันพฤหัสบดีของทุกสัปดาห์ ด้วยการแต่งกายในชุดสากลที่ดูภูมิฐาน ด้วยท่าทางการเดินเข้ามาในห้องประชุมในแบบของท่านอาจารย์ ด้วยสายตาที่มองมายังผู้ใต้บังคับบัญชา (น้องๆ และลูกศิษย์ของท่านในมหาวิทยาลัย) ท่านอาจารย์เอี่ยมในฐานะอธิการบดีในสภาวิชาการยังคงมีบุคลิกที่น่ายำเกรงเช่นเดิมไม่เสื่อมคลาย ...แต่แม้จะดูน่ายำเกรง ท่านก็พอมีอารมณ์ขันบ้างเหมือนกันในการประชุม
ช่วงนั้นการประชุมสภาวิชาการวาระแรกๆ จะเป็นการติดตามการผลิตชุดวิชาว่าคณาจารย์ที่รับผิดชอบแต่ละสาขาวิชาเขียนกันไปถึงไหน แต่ละชุดแต่ละหน่วยที่จะเปิดสอนทำเสร็จกันไปกี่มากน้อย ทำนองเช็ครายชื่อจำเลยในศาลทีละชุดวิชา ในแต่ละภาคที่จะเปิดสอนเลยว่าใครบ้างมีความคืบหน้าไปถึงไหน เนื่องจาก มสธ มีปัญหากับการผลิตเอกสารการสอนอย่างมากมาตลอดนับตั้งแต่เปิดสอนครั้งแรก ...เรียกได้ว่าปัญหาการผลิตชุดวิชา หรือการเขียนหน่วยเป็นปัญหาคู่บ้านคู่เมือง มสธ มาแต่ไหนแต่ไร ...ท่านอาจารย์เอี่ยมก็จะไล่ทีละภาคที่ละชุด คนที่มีหน้าที่รายงานความก้าวหน้าก็แจ้งที่ให้ประชุมทราบตามที่ประธานชุดเขาฝากมา เช่น กำลังอยู่ระหว่างดำเนินการ คาดว่าจะเสร็จสัปดาห์หน้า หรือไม่ก็ ร่างหนึ่งเสร็จแล้ว ร่างสองคาดว่าสัปดาห์หน้าจะแล้วเสร็จ หรือไม่ก็กำลังอยู่ระหว่างร่างสาม คาดว่าจะเข้าโรงพิมพ์ได้สัปดาห์หน้า หรือไม่ก็ยังไม่มีข้อมูลความคืบหน้า เนื่องจากโทรติดต่อประธานชุดกับผู้เขียนไม่ได้ อะไรทำนองเนี้ย เป็นต้น แบบเครียดไปตามๆ กันในที่ประชุม ...ดูท่านเองก็เป็นกังวลกับปัญหา ท่านก็เคยพูดว่าทำไมมันจึงทำกันไม่เสร็จกันซักที หรือว่าเป็นพวกนาโต้ (NATO) หรือเปล่า ท่านก็ถามที่ประชุมว่ารู้ไหมนาโต้หมายถึงอะไร กรรมการสภาวิชาการก็งงกันเป็นส่วนใหญ่ อะไรนาโต้ มายังไง ...ท่านก็เฉลยว่าไอ้พวกนาโต้ (NATO) ก็คือ พวก No Action, Talk Only ไงเล่า คือไอ้พวกเอาแต่พูด แต่ไม่ค่อยจะทำ เนี่ยแหละพวกนาโต้ ...ผมนั่งฟังก็ถึงบางอ้อ มานั่งนึกย้อนกลับไป ดูท่านก็มีอารมณ์ขันแฝงอยู่เช่นกัน
จนเมื่อเข้าสู่วาระที่สามของการดำรงตำแหน่งอธิการบดี ท่านประสบปัญหาสุขภาพจนต้องเข้าโรงพยาบาล จนเมื่อออกมาจากโรงพยาบาลแล้ว ท่านก็ยังเดินไม่สะดวก รวมทั้งสถานการณ์ด้านการบริหารงานของท่านเริ่มประสบกับกระแสความไม่พอใจของบุคลากรบางส่วนในมหาวิทยาลัยที่ไม่ต้องการให้ท่านอยู่ในตำแหน่งอธิการบดีต่อไปอีก เหตุการณ์ตอนนั้นนับว่าเป็นสถานการณ์ความขัดแย้งที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของ มสธ ใครที่ร่วมสมัยในเหตุการณ์ครั้งนั้นย่อมจำได้ดี มีทั้งการประท้วงตัวท่านอาจารย์เอี่ยม มีทั้งการกระจายเสียงประนามตัวท่าน มีทั้งการกล่าวหาว่าท่านมีส่วนในการทุจริตในเรื่องต่างๆ มีทั้งการแสดงละครล้อเลียน มีทั้งการแจกใบปลิว (แจกกันตรงป้อมยามทางเข้ามหาวิทยาลัยนั่นเลย) มีทั้งการยกขบวนกันไปหานักการเมือง ฯลฯ จนเมื่อสถานการณ์ถึงจุดที่จะต้องมีเหตุการณ์อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น ท่านอาจารย์เอี่ยมก็ลาออกจากตำแหน่งอธิการบดีไปในที่สุด เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้เราได้เห็นธาตุแท้ของคนและสัจธรรมไปพร้อมกัน (เพียงแต่ว่าใครมีปัญญามองเห็นแค่ไหน)
หลังจากที่ท่านอาจารย์เอี่ยมพ้นจากตำแหน่งไป ท่านก็ไม่เคยกลับมาที่มหาวิทยาลัยอีกเลย ผมได้พบท่านอีกครั้งในงานศพภริยาท่านที่วัดลาดพร้าว หน้าตาท่านยังแจ่มใสแม้ร่างกายท่านอาจจะเดินไม่สะดวกเหมือนก่อน แต่ท่านยังคงทักทายคน มสธ ที่มาร่วมในงานด้วยรอยยิ้มที่แจ่มใสเป็นพิเศษ ผมประเมินเอาเองจากสายตาว่า รอยยิ้มแบบนั้นมันแสดงให้เห็นว่าท่านผูกพันกับ มสธ รวมทั้งกับคน มสธ ค่อนข้างมาก แน่นอนในช่วงที่ผ่านมา มีทั้งคนที่รักท่าน คนที่เกลียดท่าน ระคนปนกันไปตามประสาโลกียวิสัย แต่เหนือสิ่งอื่นใด เราๆ ท่านๆ ก็ยังคงเป็นมนุษย์เหมือนกัน ยามเมื่อคนที่เคยรู้จักมักคุ้นได้มาพบกันอีก บรรยากาศมันจึงมีแต่ความสุข การที่ท่านจับมือ จับแขน หรือแม้แต่โอบกอดบางคนที่ท่านรักในฐานะผู้ใต้บังคับบัญชาในวันงานศพภริยาท่าน ยืนยันถึงความผูกพันที่ท่านมีต่อ มสธ และคน มสธ ได้เป็นอย่างดีหลังจากที่ท่านอาจารย์เอี่ยมพ้นจากตำแหน่งอธิการบดี ผมไม่ได้ไปมาหาสู่หรือเยี่ยมเยียนท่านอีกเลย จนเมื่อทราบข่าวว่าท่านป่วยมาก ได้ยินจากพี่เมธี (สำนักการศึกษาต่อเนื่อง)ว่าท่านป่วยเป็นมะเร็ง และกำลังจะไปเยี่ยมที่โรงพยาบาล ได้ยินจากคุณแมว (สำนักบัณฑิตศึกษา) ว่าได้ไปเยี่ยมท่านมาแล้ว และเล่าให้ฟังว่าท่านดีใจแค่ไหนที่คน มสธ ไปเยี่ยม ผมก็เริ่มคิดว่าผมคงต้องไปเยี่ยมท่านบ้าง แต่ในที่สุดผมก็ไม่ได้ไป ถึงอยากจะไปก็ไม่ทัน เพราะทราบข่าวว่าท่านถึงแก่อสัญกรรมแล้ว ผมเองก็รู้สึกละอายเช่นกันที่กว่าจะคิดได้ก็สายเกินไป
อย่างที่ผมเชื่อว่าไม่มีใครในโลกที่ดีวิเศษไปหมด จนไม่มีที่จะติ และก็ไม่มีใครในโลกที่เลว จนไม่มีที่จะชื่นชม ดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดในอดีตจึงเป็นเพียงสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างที่มันเป็น กรณีความขัดแย้งในช่วงปลายสมัยที่ท่านดำรงตำแหน่งอธิการบดีอยู่ กรณีที่ท่านอาจจะทำให้ใครไม่พอใจหรือเสียใจ กรณีที่ใครอาจจะทำให้ท่านไม่พอใจหรือเสียใจเช่นกัน มาถึงวันนี้ผมเชื่อว่าไม่มีใครมานั่งถามหาความผิดถูกอะไรทั้งสิ้น ตรงกันข้ามผมว่าหลายคนอาจรู้สึกเสียดาย หลายคนอาจรู้สึกเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่มีแล้วครับความรู้สึกสะใจหรือสาแก่ใจอะไรทำนองนั้น ไม่ว่าท่านอาจารย์เอี่ยมจะเป็นอะไรต่ออะไรอย่างที่ใครต่อใครกล่าวถึงในอดีตที่ผ่านมา ท่านก็ยังเป็นอธิการบดีที่ทำคุณประโยชน์แก่มหาวิทยาลัยนี้มาพอสมควร (ต้องเน้นว่าได้ทำนะครับ)
ผมไม่ได้มีโอกาสทำอะไรต่ออะไรให้ท่านมากนัก ซ้ำยังน่าละอายที่คิดจะไปเยี่ยมก็สายเกินไปอีก จึงขอใช้พื้นที่นี้เขียนถึงตัวท่านตามที่ผมได้รับรู้ว่าท่านเป็นคนหนึ่งที่ทำคุณประโยชน์แก่ มสธ เพื่อเป็นอนุสรณ์และแทนสิ่งที่ท่านเคยให้แก่ผมมาในอดีต ขอดวงจิตท่านจงเดินทางสู่ภพภูมิที่ประเสริฐ และเป็นจิตที่อิ่มเอิบด้วยความสุขตลอดไป
...ด้วยจิตคารวะ
ชุษณะ รุ่งปัจฉิม
ช่วงนั้นการประชุมสภาวิชาการวาระแรกๆ จะเป็นการติดตามการผลิตชุดวิชาว่าคณาจารย์ที่รับผิดชอบแต่ละสาขาวิชาเขียนกันไปถึงไหน แต่ละชุดแต่ละหน่วยที่จะเปิดสอนทำเสร็จกันไปกี่มากน้อย ทำนองเช็ครายชื่อจำเลยในศาลทีละชุดวิชา ในแต่ละภาคที่จะเปิดสอนเลยว่าใครบ้างมีความคืบหน้าไปถึงไหน เนื่องจาก มสธ มีปัญหากับการผลิตเอกสารการสอนอย่างมากมาตลอดนับตั้งแต่เปิดสอนครั้งแรก ...เรียกได้ว่าปัญหาการผลิตชุดวิชา หรือการเขียนหน่วยเป็นปัญหาคู่บ้านคู่เมือง มสธ มาแต่ไหนแต่ไร ...ท่านอาจารย์เอี่ยมก็จะไล่ทีละภาคที่ละชุด คนที่มีหน้าที่รายงานความก้าวหน้าก็แจ้งที่ให้ประชุมทราบตามที่ประธานชุดเขาฝากมา เช่น กำลังอยู่ระหว่างดำเนินการ คาดว่าจะเสร็จสัปดาห์หน้า หรือไม่ก็ ร่างหนึ่งเสร็จแล้ว ร่างสองคาดว่าสัปดาห์หน้าจะแล้วเสร็จ หรือไม่ก็กำลังอยู่ระหว่างร่างสาม คาดว่าจะเข้าโรงพิมพ์ได้สัปดาห์หน้า หรือไม่ก็ยังไม่มีข้อมูลความคืบหน้า เนื่องจากโทรติดต่อประธานชุดกับผู้เขียนไม่ได้ อะไรทำนองเนี้ย เป็นต้น แบบเครียดไปตามๆ กันในที่ประชุม ...ดูท่านเองก็เป็นกังวลกับปัญหา ท่านก็เคยพูดว่าทำไมมันจึงทำกันไม่เสร็จกันซักที หรือว่าเป็นพวกนาโต้ (NATO) หรือเปล่า ท่านก็ถามที่ประชุมว่ารู้ไหมนาโต้หมายถึงอะไร กรรมการสภาวิชาการก็งงกันเป็นส่วนใหญ่ อะไรนาโต้ มายังไง ...ท่านก็เฉลยว่าไอ้พวกนาโต้ (NATO) ก็คือ พวก No Action, Talk Only ไงเล่า คือไอ้พวกเอาแต่พูด แต่ไม่ค่อยจะทำ เนี่ยแหละพวกนาโต้ ...ผมนั่งฟังก็ถึงบางอ้อ มานั่งนึกย้อนกลับไป ดูท่านก็มีอารมณ์ขันแฝงอยู่เช่นกัน
จนเมื่อเข้าสู่วาระที่สามของการดำรงตำแหน่งอธิการบดี ท่านประสบปัญหาสุขภาพจนต้องเข้าโรงพยาบาล จนเมื่อออกมาจากโรงพยาบาลแล้ว ท่านก็ยังเดินไม่สะดวก รวมทั้งสถานการณ์ด้านการบริหารงานของท่านเริ่มประสบกับกระแสความไม่พอใจของบุคลากรบางส่วนในมหาวิทยาลัยที่ไม่ต้องการให้ท่านอยู่ในตำแหน่งอธิการบดีต่อไปอีก เหตุการณ์ตอนนั้นนับว่าเป็นสถานการณ์ความขัดแย้งที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของ มสธ ใครที่ร่วมสมัยในเหตุการณ์ครั้งนั้นย่อมจำได้ดี มีทั้งการประท้วงตัวท่านอาจารย์เอี่ยม มีทั้งการกระจายเสียงประนามตัวท่าน มีทั้งการกล่าวหาว่าท่านมีส่วนในการทุจริตในเรื่องต่างๆ มีทั้งการแสดงละครล้อเลียน มีทั้งการแจกใบปลิว (แจกกันตรงป้อมยามทางเข้ามหาวิทยาลัยนั่นเลย) มีทั้งการยกขบวนกันไปหานักการเมือง ฯลฯ จนเมื่อสถานการณ์ถึงจุดที่จะต้องมีเหตุการณ์อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น ท่านอาจารย์เอี่ยมก็ลาออกจากตำแหน่งอธิการบดีไปในที่สุด เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้เราได้เห็นธาตุแท้ของคนและสัจธรรมไปพร้อมกัน (เพียงแต่ว่าใครมีปัญญามองเห็นแค่ไหน)
หลังจากที่ท่านอาจารย์เอี่ยมพ้นจากตำแหน่งไป ท่านก็ไม่เคยกลับมาที่มหาวิทยาลัยอีกเลย ผมได้พบท่านอีกครั้งในงานศพภริยาท่านที่วัดลาดพร้าว หน้าตาท่านยังแจ่มใสแม้ร่างกายท่านอาจจะเดินไม่สะดวกเหมือนก่อน แต่ท่านยังคงทักทายคน มสธ ที่มาร่วมในงานด้วยรอยยิ้มที่แจ่มใสเป็นพิเศษ ผมประเมินเอาเองจากสายตาว่า รอยยิ้มแบบนั้นมันแสดงให้เห็นว่าท่านผูกพันกับ มสธ รวมทั้งกับคน มสธ ค่อนข้างมาก แน่นอนในช่วงที่ผ่านมา มีทั้งคนที่รักท่าน คนที่เกลียดท่าน ระคนปนกันไปตามประสาโลกียวิสัย แต่เหนือสิ่งอื่นใด เราๆ ท่านๆ ก็ยังคงเป็นมนุษย์เหมือนกัน ยามเมื่อคนที่เคยรู้จักมักคุ้นได้มาพบกันอีก บรรยากาศมันจึงมีแต่ความสุข การที่ท่านจับมือ จับแขน หรือแม้แต่โอบกอดบางคนที่ท่านรักในฐานะผู้ใต้บังคับบัญชาในวันงานศพภริยาท่าน ยืนยันถึงความผูกพันที่ท่านมีต่อ มสธ และคน มสธ ได้เป็นอย่างดีหลังจากที่ท่านอาจารย์เอี่ยมพ้นจากตำแหน่งอธิการบดี ผมไม่ได้ไปมาหาสู่หรือเยี่ยมเยียนท่านอีกเลย จนเมื่อทราบข่าวว่าท่านป่วยมาก ได้ยินจากพี่เมธี (สำนักการศึกษาต่อเนื่อง)ว่าท่านป่วยเป็นมะเร็ง และกำลังจะไปเยี่ยมที่โรงพยาบาล ได้ยินจากคุณแมว (สำนักบัณฑิตศึกษา) ว่าได้ไปเยี่ยมท่านมาแล้ว และเล่าให้ฟังว่าท่านดีใจแค่ไหนที่คน มสธ ไปเยี่ยม ผมก็เริ่มคิดว่าผมคงต้องไปเยี่ยมท่านบ้าง แต่ในที่สุดผมก็ไม่ได้ไป ถึงอยากจะไปก็ไม่ทัน เพราะทราบข่าวว่าท่านถึงแก่อสัญกรรมแล้ว ผมเองก็รู้สึกละอายเช่นกันที่กว่าจะคิดได้ก็สายเกินไป
อย่างที่ผมเชื่อว่าไม่มีใครในโลกที่ดีวิเศษไปหมด จนไม่มีที่จะติ และก็ไม่มีใครในโลกที่เลว จนไม่มีที่จะชื่นชม ดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดในอดีตจึงเป็นเพียงสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างที่มันเป็น กรณีความขัดแย้งในช่วงปลายสมัยที่ท่านดำรงตำแหน่งอธิการบดีอยู่ กรณีที่ท่านอาจจะทำให้ใครไม่พอใจหรือเสียใจ กรณีที่ใครอาจจะทำให้ท่านไม่พอใจหรือเสียใจเช่นกัน มาถึงวันนี้ผมเชื่อว่าไม่มีใครมานั่งถามหาความผิดถูกอะไรทั้งสิ้น ตรงกันข้ามผมว่าหลายคนอาจรู้สึกเสียดาย หลายคนอาจรู้สึกเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่มีแล้วครับความรู้สึกสะใจหรือสาแก่ใจอะไรทำนองนั้น ไม่ว่าท่านอาจารย์เอี่ยมจะเป็นอะไรต่ออะไรอย่างที่ใครต่อใครกล่าวถึงในอดีตที่ผ่านมา ท่านก็ยังเป็นอธิการบดีที่ทำคุณประโยชน์แก่มหาวิทยาลัยนี้มาพอสมควร (ต้องเน้นว่าได้ทำนะครับ)
ผมไม่ได้มีโอกาสทำอะไรต่ออะไรให้ท่านมากนัก ซ้ำยังน่าละอายที่คิดจะไปเยี่ยมก็สายเกินไปอีก จึงขอใช้พื้นที่นี้เขียนถึงตัวท่านตามที่ผมได้รับรู้ว่าท่านเป็นคนหนึ่งที่ทำคุณประโยชน์แก่ มสธ เพื่อเป็นอนุสรณ์และแทนสิ่งที่ท่านเคยให้แก่ผมมาในอดีต ขอดวงจิตท่านจงเดินทางสู่ภพภูมิที่ประเสริฐ และเป็นจิตที่อิ่มเอิบด้วยความสุขตลอดไป
...ด้วยจิตคารวะ
ชุษณะ รุ่งปัจฉิม
11/05/2552
ศาสตราจารย์ ดร. เอี่ยม ฉายางาม ตอนที่ 6
มีอยู่ครั้งหนึ่งประมาณปี 2528 หรือ 2529 ผมก็จำได้ไม่ชัดเจน ตอนนั้นผมยังทำงานอยู่ที่กองแผนงาน กำลังจะเดินกลับไปที่กองแผนซึ่งอยู่ ชั้น 5 ของอาคารบรรณสารสนเทศ ก็ได้พบกับท่านอาจารย์เอี่ยมซึ่งตอนนั้นท่านก็ยังคงเป็นรองวิชาการอยู่ ท่านกำลังจะเดินกลับไปที่ห้องทำงาน ผมยกมือไหว้ท่าน แล้วท่านก็กล่าวกับผมว่า ...ถ้าว่างเมื่อไหร่ให้มาพบ มีงานจะให้ช่วยทำ... ผมก็ได้แต่รับคำท่าน แต่ก็ไม่เคยเข้าไปถามถึงเรื่องที่ท่านเปรยในวันนั้นแต่อย่างใด เนื่องจากกิจกรรมเข้าพบผู้บริหารไม่ใช่งานที่ผมถนัด (ยกเว้นจำเป็นอย่างที่สุด) ผมก็เลยไม่รู้มาจนทุกวันนี้ว่าท่านจะให้ผมช่วยทำอะไร
นับตั้งแต่ปี 2530 ที่ท่านอาจารย์เอี่ยมดำรงตำแหน่งเป็นอธิการบดีเป็นต้นมานั้น จนถึงเวลาที่ท่านต้องออกจากตำแหน่งอธิการบดีไป นับเวลาได้ประมาณ 11 ปี (น่าจะใช่ ประมาณนั้น) แต่เชื่อไหมครับว่าผมไม่มีเรื่องที่จะเขียนถึงท่านสักเท่าไรนัก นั่นหมายความว่าผมห่างจากท่านมาพอสมควร แม้ว่าในช่วงแรกของวาระการดำรงตำแหน่งของท่าน ผมยังทำงานอยู่ที่กองแผนงานก็ตาม แต่ลักษณะการทำงานในส่วนแผนของมหาวิทยาลัยมีการเปลี่ยนแปลงไปพอสมควรในเวลานั้น ดังนั้นโอกาสที่จะได้ปะทะสังสันท์กับท่านอาจารย์ก็ค่อนข้างมีน้อยลง แม้แต่การประชุมเพื่อจัดทำแผนปฏิบัติการประจำปี ก็มีการลดทอนเวลาในการประชุมลงจาก 2 วันเหลือ 1 วัน จนในที่สุดเหลือครึ่งวัน ลักษณะงานของแผนในช่วงเวลานั้นเป็นงานรูทีนมากขึ้นกว่าก่อน ...ผมพยายามนั่งคิดทบทวนถึงประเด็นต่างๆ ที่จะเขียนถึงท่าน สิ่งที่อยู่ในความทรงจำของผมในช่วงเวลานั้นดูช่างน้อยเหลือเกินอย่างไรก็ตาม
สิ่งหนึ่งที่ถือเป็นความภาคภูมิใจของท่านอาจารย์อย่างมากก็คือรางวัล The Asian Management Awards ที่มหาวิทยาลัยได้รับในปี 2535 จากสถาบันการบริหารแห่งเอเซีย (Asian Institute of Management) ประเทศฟิลิปปินส์ สาขาพัฒนาการบริหารดีเด่น ...ผมเอาหนังสือที่ระลึก 20 ปี มสธ มาเปิดดูในหน้าที่มีภาพคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยภายใต้การนำของท่านอาจารย์เอี่ยม ปรากฏว่าทุกภาพที่ท่านอาจารย์ถ่ายร่วมกับผู้บริหารคนอื่น จะมี...เรียกว่าอะไรดีล่ะ ถ้วยก็ไม่ใช่ โลห์ก็ไม่เชิง เป็นลักษณะคล้ายๆ คริสตัลสูงประมาณสักเกือบ 1 ฟุต ทรงสี่เหลี่ยมที่มีทรงมนด้านบน บรรยายไม่ค่อยถูก แล้วก็ไม่รู้ว่าจะเรียกอะไรดี...วางอยู่ทางขวามือของท่าน ร่วมอยู่ด้วยทุกรูป (ลองไปดูสิครับ) แล้วไอ้เจ้ารางวัลนี้จะวางประจำอยู่ในห้องประชุมสารนิเทศ 1 ชั้น 4 ตึกบริหาร ที่ใช้เป็นที่ประชุมสภาวิชาการมาตลอดสมัยวาระของท่านอาจารย์ นั่นแสดงถึงความภาคภูมิใจของท่านอาจารย์เอี่ยมที่มีต่อรางวัลนี้อย่างมาก ...ผมคิดอย่างนั้น
ยิ่งดูจากรูปในหนังสือที่ระลึก 20 ปี มสธ แล้ว ก็ยิ่งยืนยันได้ดีถึงความเป็นผู้นำของท่านในช่วงเวลานั้นได้เป็นอย่างดี บุคลิกท่านในภาพดูน่าเกรงขาม ผมมานั่งตั้งคำถามกับตัวเองว่า ทำไมอธิการบดีคนต่อจากอาจารย์วิจิตรจึงไม่ใช่ท่านอาจารย์ทองอินทร์นายเก่าผม ทำไมเป็นท่านอาจารย์เอี่ยม อย่างที่ผมเคยเล่ามาแล้วว่าไม่ค่อยเห็นบทบาทในเชิงบริหารงานของท่านสักเท่าไรนักในช่วงเวลาที่ผ่านมา ...แต่เมื่อย้อนกลับไปดูรูปภาพเก่าๆ ประกอบกับข้อเท็จจริงในทางประวัติศาสตร์ที่ท่านสามารถดำรงตำแหน่งอธิการบดีอย่างต่อเนื่องมาได้ถึง 3 สมัย น่าจะเป็นตัวบ่งชี้อย่างหนึ่งถึงคุณลักษณะบางอย่างหรือความสามารถพิเศษบางอย่างที่ท่านมีอยู่และสามารถนำมาใช้ได้
สิ่งที่ผมพอจะประเมินได้ตามความคิดของผมก็คือ ผมว่าท่านอาจารย์เอี่ยมมีบุคลิกในการบริหารงานในแบบฉบับของตนเองที่ต่างไปจากคนอื่น ...ภายใต้สมมติฐานที่ว่าไม่มีใครสมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ คนแต่ละคนย่อมมีข้อดี ข้อเสียต่างกันไป ไม่มีทั้งที่ดีวิเศษเพียบพร้อม และก็ไม่มีเลวจนหาดีบ้างไม่ได้ (หรือมี?)... แต่เกือบ 12 ปีของการดำรงตำแหน่งอธิการบดี ก็พอจะบอกได้ว่าท่านก็มีจุดแข็งอยู่เหมือนกัน บางคนอาจบอกว่าท่านเป็นผู้นำแบบอำนาจนิยม ก็ว่ากันไป แต่ผมกลับมองว่าท่านเป็นคนที่ใช้ authority ร่วมกับ power ผนวกกับ charismatic personality ได้ดีคนหนึ่งทีเดียว (ท่านเห็นอย่างไรล่ะครับ) จริงอย่างที่ผมว่าหรือไม่นั้น ลองสดับตรับฟังเสียงคน มสธ บางคนในช่วงเวลาที่ผ่านมาก็ได้ เพราะหลังจากที่ท่านพ้นตำแหน่งไปแล้ว ก็มีอธิการบดีทั้งรักษาการทั้งตัวจริงนับได้ประมาณ 5 คนขึ้นมารับผิดชอบบริหารงานมหาวิทยาลัย แต่บุคลากรหลายคนในมหาวิทยาลัยกำลังเป็นโรคโหยหาอดีต คือเริ่มมีการเปรียบเทียบการบริหารงานในช่วงที่ผ่านมารวมทั้งในปัจจุบัน กับช่วงเวลาที่ท่านอาจารย์เอี่ยมดูแลรับผิดชอบอยู่ แล้วก็บอกว่าอันที่จริงสมัยที่ท่านอาจารย์เอี่ยมเป็นอธิการบดีมันก็ดีเหมือนกันนะ ก็แปลกดีเหมือนกัน...(โปรดติดตามตอนต่อไป)
นับตั้งแต่ปี 2530 ที่ท่านอาจารย์เอี่ยมดำรงตำแหน่งเป็นอธิการบดีเป็นต้นมานั้น จนถึงเวลาที่ท่านต้องออกจากตำแหน่งอธิการบดีไป นับเวลาได้ประมาณ 11 ปี (น่าจะใช่ ประมาณนั้น) แต่เชื่อไหมครับว่าผมไม่มีเรื่องที่จะเขียนถึงท่านสักเท่าไรนัก นั่นหมายความว่าผมห่างจากท่านมาพอสมควร แม้ว่าในช่วงแรกของวาระการดำรงตำแหน่งของท่าน ผมยังทำงานอยู่ที่กองแผนงานก็ตาม แต่ลักษณะการทำงานในส่วนแผนของมหาวิทยาลัยมีการเปลี่ยนแปลงไปพอสมควรในเวลานั้น ดังนั้นโอกาสที่จะได้ปะทะสังสันท์กับท่านอาจารย์ก็ค่อนข้างมีน้อยลง แม้แต่การประชุมเพื่อจัดทำแผนปฏิบัติการประจำปี ก็มีการลดทอนเวลาในการประชุมลงจาก 2 วันเหลือ 1 วัน จนในที่สุดเหลือครึ่งวัน ลักษณะงานของแผนในช่วงเวลานั้นเป็นงานรูทีนมากขึ้นกว่าก่อน ...ผมพยายามนั่งคิดทบทวนถึงประเด็นต่างๆ ที่จะเขียนถึงท่าน สิ่งที่อยู่ในความทรงจำของผมในช่วงเวลานั้นดูช่างน้อยเหลือเกินอย่างไรก็ตาม
สิ่งหนึ่งที่ถือเป็นความภาคภูมิใจของท่านอาจารย์อย่างมากก็คือรางวัล The Asian Management Awards ที่มหาวิทยาลัยได้รับในปี 2535 จากสถาบันการบริหารแห่งเอเซีย (Asian Institute of Management) ประเทศฟิลิปปินส์ สาขาพัฒนาการบริหารดีเด่น ...ผมเอาหนังสือที่ระลึก 20 ปี มสธ มาเปิดดูในหน้าที่มีภาพคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยภายใต้การนำของท่านอาจารย์เอี่ยม ปรากฏว่าทุกภาพที่ท่านอาจารย์ถ่ายร่วมกับผู้บริหารคนอื่น จะมี...เรียกว่าอะไรดีล่ะ ถ้วยก็ไม่ใช่ โลห์ก็ไม่เชิง เป็นลักษณะคล้ายๆ คริสตัลสูงประมาณสักเกือบ 1 ฟุต ทรงสี่เหลี่ยมที่มีทรงมนด้านบน บรรยายไม่ค่อยถูก แล้วก็ไม่รู้ว่าจะเรียกอะไรดี...วางอยู่ทางขวามือของท่าน ร่วมอยู่ด้วยทุกรูป (ลองไปดูสิครับ) แล้วไอ้เจ้ารางวัลนี้จะวางประจำอยู่ในห้องประชุมสารนิเทศ 1 ชั้น 4 ตึกบริหาร ที่ใช้เป็นที่ประชุมสภาวิชาการมาตลอดสมัยวาระของท่านอาจารย์ นั่นแสดงถึงความภาคภูมิใจของท่านอาจารย์เอี่ยมที่มีต่อรางวัลนี้อย่างมาก ...ผมคิดอย่างนั้น
ยิ่งดูจากรูปในหนังสือที่ระลึก 20 ปี มสธ แล้ว ก็ยิ่งยืนยันได้ดีถึงความเป็นผู้นำของท่านในช่วงเวลานั้นได้เป็นอย่างดี บุคลิกท่านในภาพดูน่าเกรงขาม ผมมานั่งตั้งคำถามกับตัวเองว่า ทำไมอธิการบดีคนต่อจากอาจารย์วิจิตรจึงไม่ใช่ท่านอาจารย์ทองอินทร์นายเก่าผม ทำไมเป็นท่านอาจารย์เอี่ยม อย่างที่ผมเคยเล่ามาแล้วว่าไม่ค่อยเห็นบทบาทในเชิงบริหารงานของท่านสักเท่าไรนักในช่วงเวลาที่ผ่านมา ...แต่เมื่อย้อนกลับไปดูรูปภาพเก่าๆ ประกอบกับข้อเท็จจริงในทางประวัติศาสตร์ที่ท่านสามารถดำรงตำแหน่งอธิการบดีอย่างต่อเนื่องมาได้ถึง 3 สมัย น่าจะเป็นตัวบ่งชี้อย่างหนึ่งถึงคุณลักษณะบางอย่างหรือความสามารถพิเศษบางอย่างที่ท่านมีอยู่และสามารถนำมาใช้ได้
สิ่งที่ผมพอจะประเมินได้ตามความคิดของผมก็คือ ผมว่าท่านอาจารย์เอี่ยมมีบุคลิกในการบริหารงานในแบบฉบับของตนเองที่ต่างไปจากคนอื่น ...ภายใต้สมมติฐานที่ว่าไม่มีใครสมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ คนแต่ละคนย่อมมีข้อดี ข้อเสียต่างกันไป ไม่มีทั้งที่ดีวิเศษเพียบพร้อม และก็ไม่มีเลวจนหาดีบ้างไม่ได้ (หรือมี?)... แต่เกือบ 12 ปีของการดำรงตำแหน่งอธิการบดี ก็พอจะบอกได้ว่าท่านก็มีจุดแข็งอยู่เหมือนกัน บางคนอาจบอกว่าท่านเป็นผู้นำแบบอำนาจนิยม ก็ว่ากันไป แต่ผมกลับมองว่าท่านเป็นคนที่ใช้ authority ร่วมกับ power ผนวกกับ charismatic personality ได้ดีคนหนึ่งทีเดียว (ท่านเห็นอย่างไรล่ะครับ) จริงอย่างที่ผมว่าหรือไม่นั้น ลองสดับตรับฟังเสียงคน มสธ บางคนในช่วงเวลาที่ผ่านมาก็ได้ เพราะหลังจากที่ท่านพ้นตำแหน่งไปแล้ว ก็มีอธิการบดีทั้งรักษาการทั้งตัวจริงนับได้ประมาณ 5 คนขึ้นมารับผิดชอบบริหารงานมหาวิทยาลัย แต่บุคลากรหลายคนในมหาวิทยาลัยกำลังเป็นโรคโหยหาอดีต คือเริ่มมีการเปรียบเทียบการบริหารงานในช่วงที่ผ่านมารวมทั้งในปัจจุบัน กับช่วงเวลาที่ท่านอาจารย์เอี่ยมดูแลรับผิดชอบอยู่ แล้วก็บอกว่าอันที่จริงสมัยที่ท่านอาจารย์เอี่ยมเป็นอธิการบดีมันก็ดีเหมือนกันนะ ก็แปลกดีเหมือนกัน...(โปรดติดตามตอนต่อไป)
10/28/2552
ศาสตราจารย์ ดร. เอี่ยม ฉายางาม ตอนที่ 5
ศาสตราจารย์ ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน เป็นอธิการบดีผู้ก่อตั้ง มสธ ท่านดำรงตำแหน่งอธิการบดีสองสมัยตั้งแต่ปี 2521 เรื่อยมาจนถึงปี 2530 …ท่านอาจารย์เอี่ยมเข้ามารับตำแหน่งอธิการบดีต่อจากอาจารย์วิจิตรในปี 2530 เป็นต้นมา …ต้องเล่าให้ฟังว่า ในช่วงเวลาที่มีการสรรหาอธิการบดีคนใหม่มาแทนอาจารย์วิจิตรที่กำลังจะหมดวาระตอนนั้น พวกเราที่ทำงานกองแผนงาน ซึ่งต้องทำงานคลุกคลีกับผู้บริหารเป็นส่วนใหญ่ รวมทั้งทำงานอยู่กับข้อมูลด้านต่างๆ ของมหาวิทยาลัยทั้งหมด พวกเรามองกันว่าคนที่เหมาะสมมากที่สุด (ในสายตาของพวกเรา) ก็คือท่านอาจารย์ทองอินทร์ และเราก็เดาและเก็งกันอย่างนั้นจริงๆ …อันนี้ก็คงตามประสาของลูกน้องที่ย่อมมองว่านายของตนดีและเหมาะสมนั่นเอง แต่เมื่อกระบวนการสรรหาอธิการบดีเสร็จสิ้นลง เราก็ได้ทราบว่าท่านอาจารย์เอี่ยมคือคนที่จะได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีของ มสธ คนที่สองต่อจากท่านอาจารย์วิจิตร
ผมสารภาพตรงๆ เลยว่า ในช่วงเวลานั้น ผมยังไม่คิดว่าท่านอาจารย์เอี่ยม (อาจารย์สอนหนังสือผมมานี่แหละ…เข้าตำราลูกศิษย์คิดไม่ดีกับครู) จะสามารถทำหน้าที่อธิการบดีของ มสธ ได้ เหตุผลประการแรก อาจเป็นเพราะข้อจำกัดในทางความคิดของผมเอง คือว่า ช่วงเวลานั้นความคิดของผมคงยังไม่พัฒนาไปมากเท่าไหร่ ความเข้าใจในพื้นฐานของกฎธรรมชาติยังไม่ดีพอ ผมจึงมองสิ่งต่างๆ รอบตัวแบบสุดขั้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งยังขาดความเข้าใจในธรรมชาติของมนุษย์ ที่ไม่มีใครสมบูรณ์ไปซะทั้งหมด ในทำนองว่า คนที่เราคิดว่าดี เขาก็มีข้อบกพร่องอีกมากมาย ขณะที่คนที่เราคิดว่าเขาแย่ ก็ยังมีส่วนดีให้เห็นอยู่มากพอสมควร ด้วยข้อจำกัดในการรับรู้ถึงการทำงานของท่านอาจารย์เท่าที่ผ่านมา ผมจึงคิดว่าท่านยังไม่น่าจะเหมาะกับตำแหน่งอธิการบดี ประการที่สอง จากบทบาทของรองอธิการบดีแต่ละคนที่ผมรับรู้ เนื่องจากทำงานใกล้ชิดกับรองวางแผนซะเป็นส่วนใหญ่ ได้เรียนรู้แนวคิดเรื่องการทำแผนจากอาจารย์ทองอินทร์มามาก ประกอบกับไม่ได้คลุกคลีทำงานร่วมกับท่านอาจารย์เอี่ยม ก็เลยอยากให้อาจารย์ทองอินทร์ได้เป็นอธิการบดี ประมาณนั้นแหละครับ ดังนั้น พอท่านอาจารย์รับตำแหน่งอธิการบดี พวกเราในกองแผนก็คิดไปว่าแล้วนี่ มสธ จะไปกันยังไง จะไหวไหม อะไรทำนองนี้ ผมนั้นคิดมากไปกว่านั้นด้วยซ้ำว่า เอ แล้วอาจารย์วิจิตรท่านคิดอะไรของแกนะ ทำไมจึงไม่สนับสนุนให้อาจารย์ทองอินทร์เป็นล่ะ ทำไมมาเป็นท่านอาจารย์เอี่ยมล่ะ …เมื่อกาลเวลาผ่านไป สิ่งที่เราเห็นอาจจะไม่เป็นจริง สิ่งที่เป็นจริง เราอาจจะยังไม่ได้เห็น ก็เป็นได้…(โปรดติดตามตอนต่อไป)
ผมสารภาพตรงๆ เลยว่า ในช่วงเวลานั้น ผมยังไม่คิดว่าท่านอาจารย์เอี่ยม (อาจารย์สอนหนังสือผมมานี่แหละ…เข้าตำราลูกศิษย์คิดไม่ดีกับครู) จะสามารถทำหน้าที่อธิการบดีของ มสธ ได้ เหตุผลประการแรก อาจเป็นเพราะข้อจำกัดในทางความคิดของผมเอง คือว่า ช่วงเวลานั้นความคิดของผมคงยังไม่พัฒนาไปมากเท่าไหร่ ความเข้าใจในพื้นฐานของกฎธรรมชาติยังไม่ดีพอ ผมจึงมองสิ่งต่างๆ รอบตัวแบบสุดขั้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งยังขาดความเข้าใจในธรรมชาติของมนุษย์ ที่ไม่มีใครสมบูรณ์ไปซะทั้งหมด ในทำนองว่า คนที่เราคิดว่าดี เขาก็มีข้อบกพร่องอีกมากมาย ขณะที่คนที่เราคิดว่าเขาแย่ ก็ยังมีส่วนดีให้เห็นอยู่มากพอสมควร ด้วยข้อจำกัดในการรับรู้ถึงการทำงานของท่านอาจารย์เท่าที่ผ่านมา ผมจึงคิดว่าท่านยังไม่น่าจะเหมาะกับตำแหน่งอธิการบดี ประการที่สอง จากบทบาทของรองอธิการบดีแต่ละคนที่ผมรับรู้ เนื่องจากทำงานใกล้ชิดกับรองวางแผนซะเป็นส่วนใหญ่ ได้เรียนรู้แนวคิดเรื่องการทำแผนจากอาจารย์ทองอินทร์มามาก ประกอบกับไม่ได้คลุกคลีทำงานร่วมกับท่านอาจารย์เอี่ยม ก็เลยอยากให้อาจารย์ทองอินทร์ได้เป็นอธิการบดี ประมาณนั้นแหละครับ ดังนั้น พอท่านอาจารย์รับตำแหน่งอธิการบดี พวกเราในกองแผนก็คิดไปว่าแล้วนี่ มสธ จะไปกันยังไง จะไหวไหม อะไรทำนองนี้ ผมนั้นคิดมากไปกว่านั้นด้วยซ้ำว่า เอ แล้วอาจารย์วิจิตรท่านคิดอะไรของแกนะ ทำไมจึงไม่สนับสนุนให้อาจารย์ทองอินทร์เป็นล่ะ ทำไมมาเป็นท่านอาจารย์เอี่ยมล่ะ …เมื่อกาลเวลาผ่านไป สิ่งที่เราเห็นอาจจะไม่เป็นจริง สิ่งที่เป็นจริง เราอาจจะยังไม่ได้เห็น ก็เป็นได้…(โปรดติดตามตอนต่อไป)
10/26/2552
ศาสตราจารย์ ดร.เอี่ยม ฉายางาม ตอนที่ 4
อย่างที่เล่าให้ฟังว่าหลังจากที่ผมเข้ามาทำงานที่ มสธ. ก็ไม่ได้มีโอกาสทำงานกับท่านอาจารย์สักเท่าไรนัก เนื่องจากผมไม่ได้อยู่ในสายงานวิชาการที่ท่านรับผิดชอบอยู่ จะได้มีโอกาสเห็นท่านอาจารย์ก็ต่อเมื่อต้องเข้าร่วมประชุมในคณะกรรมการบางชุดของมหาวิทยาลัยเท่านั้น ที่ได้เห็นท่านอาจารย์มากหน่อยก็ในการประชุมเพื่อจัดทำแผนปฏิบัติการประจำปี ...ในอดีตการประชุมแผนปฏิบัติการประจำปีของมหาวิทยาลัยถือเป็นกิจกรรมที่มีความสำคัญมาก จะว่าไปก็ทำนองเดียวกับการทำแผนยุทธศาสตร์ประจำปีของมหาวิทยาลัยนั่นแหละ เพราะมีการพิจารณากันตั้งแต่นโยบายของมหาวิทยาลัยในแต่ละปีว่าจะไปในทางใด มีการพิจารณาเป้าหมายด้านการศึกษาของมหาวิทยาลัยทั้งหมด โดยเฉพาะเป้าหมายการรับนักศึกษา เป้าหมายผู้สำเร็จการศึกษา เป้าหมายการผลิตและเปิดสอนชุดวิชา เป้าหมายการผลิตสื่อการสอนต่างๆ ถือได้ว่าเป็นกิจกรรมประชุมที่ใหญ่ที่สุดของมหาวิทยาลัย เพราะทุกหน่วยงานจะต้องเข้าร่วมประชุมโดยพร้อมเพรียงกัน รวมทั้งรองอธิการบดีทุกฝ่าย ...เท่าที่ผมได้เห็นจากการประชุมแผนปฏิบัติการประจำปีในอดีต ก็คือท่านอาจารย์ในฐานะรองอธิการบดีฝ่ายวิชาการเข้าร่วมการประชุม แต่ท่านไม่ได้มีบทบาทในการแสดงความเห็นในที่ประชุมมากสักเท่าไรนัก คนที่พูดในที่ประชุมมากที่สุดในที่ประชุมก็คงไม่พ้นอธิการบดี (ศ.ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน) กับรองอธิการบดีฝ่ายวางแผน (รศ.ดร. ทองอินทร์ วงศ์โสธร) เรียกว่าท่านอาจารย์อภิปรายในที่ประชุมไม่มากนัก แต่ท่านยังคงสูบบุหรี่อยู่เช่นเดิม อย่างไรก็ตามมีเกร็ดที่อยากเล่าให้ฟังว่า ในที่ประชุมครั้งหนึ่งมีการอภิปรายกันว่าสีประจำมหาวิทยาลัยคือสีเขียวทองนั้น เมื่อจะต้องเอาไปใช้ในการจัดทำเอกสารข้าวของต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัย เราจะเลือกใช้โทนสีเช่นไร สีทองดูไม่ใคร่มีปัญหามากนัก มาตกหนักก็ที่สีเขียว ว่าสีเขียวที่ว่านี้เขียวแบบไหน ...ก่อนนั้นเรายังไม่ได้ย้ายมาที่บางพูด เมืองทองธานี ยังเร่ร่อนขอยืมอาคารเขาทำงานอยู่ จึงยังไม่มีต้นปาริชาติที่เราพอยกตัวอย่างสีเขียวจากใบของต้นปาริชาติได้... อภิปรายกันไปอภิปรายกันมา ก็มาจบลงตรงที่ท่านอาจารย์ก็ยกกล่องบุหรี่ Dunhill ขึ้นมาเป็นตัวอย่างแล้วเสนอว่าน่าจะเป็นเขียวแบบกล่องบุหรี่ดันฮิลนี่แหละ เป็นสีเขียวหัวเป็ดอย่างที่ใช้กันมาถึงปัจจุบัน
ท่านอาจารย์เอี่ยมเป็นคนที่ค่อนข้างให้ความสำคัญกับความเป็นระเบียบเรียบร้อย กาลเทศะ ความสมบูรณ์แบบอะไรทำนองนี้ รวมกับบุคลิกของท่านที่สมาร์ท เนี๊ยบไปหมดตั้งแต่ศรีษะจรดเท้า ทำให้ท่านดูเป็นคนที่เข้าถึงได้ยาก (ในการรับรู้ของผม) ออกจะดุด้วยซ้ำไป (ไม่เหมือนตอนที่เรียนประวัติศาสตร์อังกฤษกับท่านเลยแฮะ) แล้วเวลาที่ท่านออกแนวดุนั้น น่าเกรงหยอกเมื่อไหร่เล่า ผมเคยเห็นท่านตำหนิผู้บริหารระดับกองในสำนักงานอธิการบดีครั้งหนึ่งสมัยที่ยังอยู่ทบวงมหาวิทยาลัย ชั้น 12 บอกได้ว่าน่ากลัวจริงๆ ...ผมคงไม่เอ่ยถึงนามของท่านที่ถูกตำหนิหรอกครับ และก็จำไม่ได้ว่าเป็นเรื่องอะไร แบบว่าท่านถามเลยต่อหน้าทำนองว่า "อยู่ในตำแหน่งนี้ (หัวหน้ากอง) แฮ๊ปปี้ดีไม๊" ในความคิดของผม ท่านกำลังบอกว่าเดี๋ยวก็จะไม่ได้อยู่หรอก อย่างนั้นจริงๆ ถึงได้บอกว่าเมื่อได้เห็นตอนนั้น เลยออกจะกลัวท่านอยู่นิดๆ เหมือนกัน ตอนนั้นคิดแต่เพียงว่าโชคดีแฮะที่ไม่ได้อยู่ในสายงานของท่าน... (โปรดติดตามตอนต่อไป)
ท่านอาจารย์เอี่ยมเป็นคนที่ค่อนข้างให้ความสำคัญกับความเป็นระเบียบเรียบร้อย กาลเทศะ ความสมบูรณ์แบบอะไรทำนองนี้ รวมกับบุคลิกของท่านที่สมาร์ท เนี๊ยบไปหมดตั้งแต่ศรีษะจรดเท้า ทำให้ท่านดูเป็นคนที่เข้าถึงได้ยาก (ในการรับรู้ของผม) ออกจะดุด้วยซ้ำไป (ไม่เหมือนตอนที่เรียนประวัติศาสตร์อังกฤษกับท่านเลยแฮะ) แล้วเวลาที่ท่านออกแนวดุนั้น น่าเกรงหยอกเมื่อไหร่เล่า ผมเคยเห็นท่านตำหนิผู้บริหารระดับกองในสำนักงานอธิการบดีครั้งหนึ่งสมัยที่ยังอยู่ทบวงมหาวิทยาลัย ชั้น 12 บอกได้ว่าน่ากลัวจริงๆ ...ผมคงไม่เอ่ยถึงนามของท่านที่ถูกตำหนิหรอกครับ และก็จำไม่ได้ว่าเป็นเรื่องอะไร แบบว่าท่านถามเลยต่อหน้าทำนองว่า "อยู่ในตำแหน่งนี้ (หัวหน้ากอง) แฮ๊ปปี้ดีไม๊" ในความคิดของผม ท่านกำลังบอกว่าเดี๋ยวก็จะไม่ได้อยู่หรอก อย่างนั้นจริงๆ ถึงได้บอกว่าเมื่อได้เห็นตอนนั้น เลยออกจะกลัวท่านอยู่นิดๆ เหมือนกัน ตอนนั้นคิดแต่เพียงว่าโชคดีแฮะที่ไม่ได้อยู่ในสายงานของท่าน... (โปรดติดตามตอนต่อไป)
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)