11/05/2552

ศาสตราจารย์ ดร. เอี่ยม ฉายางาม ตอนที่ 6

มีอยู่ครั้งหนึ่งประมาณปี 2528 หรือ 2529 ผมก็จำได้ไม่ชัดเจน ตอนนั้นผมยังทำงานอยู่ที่กองแผนงาน กำลังจะเดินกลับไปที่กองแผนซึ่งอยู่ ชั้น 5 ของอาคารบรรณสารสนเทศ ก็ได้พบกับท่านอาจารย์เอี่ยมซึ่งตอนนั้นท่านก็ยังคงเป็นรองวิชาการอยู่ ท่านกำลังจะเดินกลับไปที่ห้องทำงาน ผมยกมือไหว้ท่าน แล้วท่านก็กล่าวกับผมว่า ...ถ้าว่างเมื่อไหร่ให้มาพบ มีงานจะให้ช่วยทำ... ผมก็ได้แต่รับคำท่าน แต่ก็ไม่เคยเข้าไปถามถึงเรื่องที่ท่านเปรยในวันนั้นแต่อย่างใด เนื่องจากกิจกรรมเข้าพบผู้บริหารไม่ใช่งานที่ผมถนัด (ยกเว้นจำเป็นอย่างที่สุด) ผมก็เลยไม่รู้มาจนทุกวันนี้ว่าท่านจะให้ผมช่วยทำอะไร

นับตั้งแต่ปี 2530 ที่ท่านอาจารย์เอี่ยมดำรงตำแหน่งเป็นอธิการบดีเป็นต้นมานั้น จนถึงเวลาที่ท่านต้องออกจากตำแหน่งอธิการบดีไป นับเวลาได้ประมาณ 11 ปี (น่าจะใช่ ประมาณนั้น) แต่เชื่อไหมครับว่าผมไม่มีเรื่องที่จะเขียนถึงท่านสักเท่าไรนัก นั่นหมายความว่าผมห่างจากท่านมาพอสมควร แม้ว่าในช่วงแรกของวาระการดำรงตำแหน่งของท่าน ผมยังทำงานอยู่ที่กองแผนงานก็ตาม แต่ลักษณะการทำงานในส่วนแผนของมหาวิทยาลัยมีการเปลี่ยนแปลงไปพอสมควรในเวลานั้น ดังนั้นโอกาสที่จะได้ปะทะสังสันท์กับท่านอาจารย์ก็ค่อนข้างมีน้อยลง แม้แต่การประชุมเพื่อจัดทำแผนปฏิบัติการประจำปี ก็มีการลดทอนเวลาในการประชุมลงจาก 2 วันเหลือ 1 วัน จนในที่สุดเหลือครึ่งวัน ลักษณะงานของแผนในช่วงเวลานั้นเป็นงานรูทีนมากขึ้นกว่าก่อน ...ผมพยายามนั่งคิดทบทวนถึงประเด็นต่างๆ ที่จะเขียนถึงท่าน สิ่งที่อยู่ในความทรงจำของผมในช่วงเวลานั้นดูช่างน้อยเหลือเกินอย่างไรก็ตาม

สิ่งหนึ่งที่ถือเป็นความภาคภูมิใจของท่านอาจารย์อย่างมากก็คือรางวัล The Asian Management Awards ที่มหาวิทยาลัยได้รับในปี 2535 จากสถาบันการบริหารแห่งเอเซีย (Asian Institute of Management) ประเทศฟิลิปปินส์ สาขาพัฒนาการบริหารดีเด่น ...ผมเอาหนังสือที่ระลึก 20 ปี มสธ มาเปิดดูในหน้าที่มีภาพคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยภายใต้การนำของท่านอาจารย์เอี่ยม ปรากฏว่าทุกภาพที่ท่านอาจารย์ถ่ายร่วมกับผู้บริหารคนอื่น จะมี...เรียกว่าอะไรดีล่ะ ถ้วยก็ไม่ใช่ โลห์ก็ไม่เชิง เป็นลักษณะคล้ายๆ คริสตัลสูงประมาณสักเกือบ 1 ฟุต ทรงสี่เหลี่ยมที่มีทรงมนด้านบน บรรยายไม่ค่อยถูก แล้วก็ไม่รู้ว่าจะเรียกอะไรดี...วางอยู่ทางขวามือของท่าน ร่วมอยู่ด้วยทุกรูป (ลองไปดูสิครับ) แล้วไอ้เจ้ารางวัลนี้จะวางประจำอยู่ในห้องประชุมสารนิเทศ 1 ชั้น 4 ตึกบริหาร ที่ใช้เป็นที่ประชุมสภาวิชาการมาตลอดสมัยวาระของท่านอาจารย์ นั่นแสดงถึงความภาคภูมิใจของท่านอาจารย์เอี่ยมที่มีต่อรางวัลนี้อย่างมาก ...ผมคิดอย่างนั้น

ยิ่งดูจากรูปในหนังสือที่ระลึก 20 ปี มสธ แล้ว ก็ยิ่งยืนยันได้ดีถึงความเป็นผู้นำของท่านในช่วงเวลานั้นได้เป็นอย่างดี บุคลิกท่านในภาพดูน่าเกรงขาม ผมมานั่งตั้งคำถามกับตัวเองว่า ทำไมอธิการบดีคนต่อจากอาจารย์วิจิตรจึงไม่ใช่ท่านอาจารย์ทองอินทร์นายเก่าผม ทำไมเป็นท่านอาจารย์เอี่ยม อย่างที่ผมเคยเล่ามาแล้วว่าไม่ค่อยเห็นบทบาทในเชิงบริหารงานของท่านสักเท่าไรนักในช่วงเวลาที่ผ่านมา ...แต่เมื่อย้อนกลับไปดูรูปภาพเก่าๆ ประกอบกับข้อเท็จจริงในทางประวัติศาสตร์ที่ท่านสามารถดำรงตำแหน่งอธิการบดีอย่างต่อเนื่องมาได้ถึง 3 สมัย น่าจะเป็นตัวบ่งชี้อย่างหนึ่งถึงคุณลักษณะบางอย่างหรือความสามารถพิเศษบางอย่างที่ท่านมีอยู่และสามารถนำมาใช้ได้

สิ่งที่ผมพอจะประเมินได้ตามความคิดของผมก็คือ ผมว่าท่านอาจารย์เอี่ยมมีบุคลิกในการบริหารงานในแบบฉบับของตนเองที่ต่างไปจากคนอื่น ...ภายใต้สมมติฐานที่ว่าไม่มีใครสมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ คนแต่ละคนย่อมมีข้อดี ข้อเสียต่างกันไป ไม่มีทั้งที่ดีวิเศษเพียบพร้อม และก็ไม่มีเลวจนหาดีบ้างไม่ได้ (หรือมี?)... แต่เกือบ 12 ปีของการดำรงตำแหน่งอธิการบดี ก็พอจะบอกได้ว่าท่านก็มีจุดแข็งอยู่เหมือนกัน บางคนอาจบอกว่าท่านเป็นผู้นำแบบอำนาจนิยม ก็ว่ากันไป แต่ผมกลับมองว่าท่านเป็นคนที่ใช้ authority ร่วมกับ power ผนวกกับ charismatic personality ได้ดีคนหนึ่งทีเดียว (ท่านเห็นอย่างไรล่ะครับ) จริงอย่างที่ผมว่าหรือไม่นั้น ลองสดับตรับฟังเสียงคน มสธ บางคนในช่วงเวลาที่ผ่านมาก็ได้ เพราะหลังจากที่ท่านพ้นตำแหน่งไปแล้ว ก็มีอธิการบดีทั้งรักษาการทั้งตัวจริงนับได้ประมาณ 5 คนขึ้นมารับผิดชอบบริหารงานมหาวิทยาลัย แต่บุคลากรหลายคนในมหาวิทยาลัยกำลังเป็นโรคโหยหาอดีต คือเริ่มมีการเปรียบเทียบการบริหารงานในช่วงที่ผ่านมารวมทั้งในปัจจุบัน กับช่วงเวลาที่ท่านอาจารย์เอี่ยมดูแลรับผิดชอบอยู่ แล้วก็บอกว่าอันที่จริงสมัยที่ท่านอาจารย์เอี่ยมเป็นอธิการบดีมันก็ดีเหมือนกันนะ ก็แปลกดีเหมือนกัน...(โปรดติดตามตอนต่อไป)

ไม่มีความคิดเห็น: