11/13/2552

ศาสตราจารย์ ดร. เอี่ยม ฉายางาม ตอนที่ 7 (ตอนจบ)

อย่างที่เล่าให้ฟังในตอนที่ผ่านมาล่ะครับ ว่าเรื่องราวเกี่ยวกับตัวท่านอาจารย์เอี่ยมที่ผมจะเขียนเริ่มมีน้อยลงตามลำดับ ทั้งนี้ก็เนื่องจากผมไม่ค่อยมีโอกาสได้พบ ได้เห็น หรือร่วมประชุมกับท่านสักเท่าไรนัก ยิ่งพอถึงปี 2533 ที่ผมมาเป็นอาจารย์ที่สาขาวิชาคหกรรมศาสตร์ ก็ยิ่งมีโอกาสพบเห็นท่านน้อยลงไปอีก ที่จะได้พบเห็นท่านก็ในโอกาสอย่างเช่น การปฐมนิเทศผู้ประสานงานการสอบในแต่ละภาคการศึกษา ที่ส่วนใหญ่ท่านจะมาเปิดเอง เป็นต้น ...ผมมามีโอกาสได้ร่วมประชุมกับท่านมากขึ้น ก็ตอนที่เป็นกรรมการผู้แทนสาขาวิชาคหกรรมศาสตร์ในสภาวิชาการ น่าจะประมาณปี 2539-2540 ราวๆ นั้น ตอนนั้นได้พบเห็นท่านทุกวันพฤหัสบดีของทุกสัปดาห์ ด้วยการแต่งกายในชุดสากลที่ดูภูมิฐาน ด้วยท่าทางการเดินเข้ามาในห้องประชุมในแบบของท่านอาจารย์ ด้วยสายตาที่มองมายังผู้ใต้บังคับบัญชา (น้องๆ และลูกศิษย์ของท่านในมหาวิทยาลัย) ท่านอาจารย์เอี่ยมในฐานะอธิการบดีในสภาวิชาการยังคงมีบุคลิกที่น่ายำเกรงเช่นเดิมไม่เสื่อมคลาย ...แต่แม้จะดูน่ายำเกรง ท่านก็พอมีอารมณ์ขันบ้างเหมือนกันในการประชุม

ช่วงนั้นการประชุมสภาวิชาการวาระแรกๆ จะเป็นการติดตามการผลิตชุดวิชาว่าคณาจารย์ที่รับผิดชอบแต่ละสาขาวิชาเขียนกันไปถึงไหน แต่ละชุดแต่ละหน่วยที่จะเปิดสอนทำเสร็จกันไปกี่มากน้อย ทำนองเช็ครายชื่อจำเลยในศาลทีละชุดวิชา ในแต่ละภาคที่จะเปิดสอนเลยว่าใครบ้างมีความคืบหน้าไปถึงไหน เนื่องจาก มสธ มีปัญหากับการผลิตเอกสารการสอนอย่างมากมาตลอดนับตั้งแต่เปิดสอนครั้งแรก ...เรียกได้ว่าปัญหาการผลิตชุดวิชา หรือการเขียนหน่วยเป็นปัญหาคู่บ้านคู่เมือง มสธ มาแต่ไหนแต่ไร ...ท่านอาจารย์เอี่ยมก็จะไล่ทีละภาคที่ละชุด คนที่มีหน้าที่รายงานความก้าวหน้าก็แจ้งที่ให้ประชุมทราบตามที่ประธานชุดเขาฝากมา เช่น กำลังอยู่ระหว่างดำเนินการ คาดว่าจะเสร็จสัปดาห์หน้า หรือไม่ก็ ร่างหนึ่งเสร็จแล้ว ร่างสองคาดว่าสัปดาห์หน้าจะแล้วเสร็จ หรือไม่ก็กำลังอยู่ระหว่างร่างสาม คาดว่าจะเข้าโรงพิมพ์ได้สัปดาห์หน้า หรือไม่ก็ยังไม่มีข้อมูลความคืบหน้า เนื่องจากโทรติดต่อประธานชุดกับผู้เขียนไม่ได้ อะไรทำนองเนี้ย เป็นต้น แบบเครียดไปตามๆ กันในที่ประชุม ...ดูท่านเองก็เป็นกังวลกับปัญหา ท่านก็เคยพูดว่าทำไมมันจึงทำกันไม่เสร็จกันซักที หรือว่าเป็นพวกนาโต้ (NATO) หรือเปล่า ท่านก็ถามที่ประชุมว่ารู้ไหมนาโต้หมายถึงอะไร กรรมการสภาวิชาการก็งงกันเป็นส่วนใหญ่ อะไรนาโต้ มายังไง ...ท่านก็เฉลยว่าไอ้พวกนาโต้ (NATO) ก็คือ พวก No Action, Talk Only ไงเล่า คือไอ้พวกเอาแต่พูด แต่ไม่ค่อยจะทำ เนี่ยแหละพวกนาโต้ ...ผมนั่งฟังก็ถึงบางอ้อ มานั่งนึกย้อนกลับไป ดูท่านก็มีอารมณ์ขันแฝงอยู่เช่นกัน

จนเมื่อเข้าสู่วาระที่สามของการดำรงตำแหน่งอธิการบดี ท่านประสบปัญหาสุขภาพจนต้องเข้าโรงพยาบาล จนเมื่อออกมาจากโรงพยาบาลแล้ว ท่านก็ยังเดินไม่สะดวก รวมทั้งสถานการณ์ด้านการบริหารงานของท่านเริ่มประสบกับกระแสความไม่พอใจของบุคลากรบางส่วนในมหาวิทยาลัยที่ไม่ต้องการให้ท่านอยู่ในตำแหน่งอธิการบดีต่อไปอีก เหตุการณ์ตอนนั้นนับว่าเป็นสถานการณ์ความขัดแย้งที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของ มสธ ใครที่ร่วมสมัยในเหตุการณ์ครั้งนั้นย่อมจำได้ดี มีทั้งการประท้วงตัวท่านอาจารย์เอี่ยม มีทั้งการกระจายเสียงประนามตัวท่าน มีทั้งการกล่าวหาว่าท่านมีส่วนในการทุจริตในเรื่องต่างๆ มีทั้งการแสดงละครล้อเลียน มีทั้งการแจกใบปลิว (แจกกันตรงป้อมยามทางเข้ามหาวิทยาลัยนั่นเลย) มีทั้งการยกขบวนกันไปหานักการเมือง ฯลฯ จนเมื่อสถานการณ์ถึงจุดที่จะต้องมีเหตุการณ์อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น ท่านอาจารย์เอี่ยมก็ลาออกจากตำแหน่งอธิการบดีไปในที่สุด เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้เราได้เห็นธาตุแท้ของคนและสัจธรรมไปพร้อมกัน (เพียงแต่ว่าใครมีปัญญามองเห็นแค่ไหน)

หลังจากที่ท่านอาจารย์เอี่ยมพ้นจากตำแหน่งไป ท่านก็ไม่เคยกลับมาที่มหาวิทยาลัยอีกเลย ผมได้พบท่านอีกครั้งในงานศพภริยาท่านที่วัดลาดพร้าว หน้าตาท่านยังแจ่มใสแม้ร่างกายท่านอาจจะเดินไม่สะดวกเหมือนก่อน แต่ท่านยังคงทักทายคน มสธ ที่มาร่วมในงานด้วยรอยยิ้มที่แจ่มใสเป็นพิเศษ ผมประเมินเอาเองจากสายตาว่า รอยยิ้มแบบนั้นมันแสดงให้เห็นว่าท่านผูกพันกับ มสธ รวมทั้งกับคน มสธ ค่อนข้างมาก แน่นอนในช่วงที่ผ่านมา มีทั้งคนที่รักท่าน คนที่เกลียดท่าน ระคนปนกันไปตามประสาโลกียวิสัย แต่เหนือสิ่งอื่นใด เราๆ ท่านๆ ก็ยังคงเป็นมนุษย์เหมือนกัน ยามเมื่อคนที่เคยรู้จักมักคุ้นได้มาพบกันอีก บรรยากาศมันจึงมีแต่ความสุข การที่ท่านจับมือ จับแขน หรือแม้แต่โอบกอดบางคนที่ท่านรักในฐานะผู้ใต้บังคับบัญชาในวันงานศพภริยาท่าน ยืนยันถึงความผูกพันที่ท่านมีต่อ มสธ และคน มสธ ได้เป็นอย่างดีหลังจากที่ท่านอาจารย์เอี่ยมพ้นจากตำแหน่งอธิการบดี ผมไม่ได้ไปมาหาสู่หรือเยี่ยมเยียนท่านอีกเลย จนเมื่อทราบข่าวว่าท่านป่วยมาก ได้ยินจากพี่เมธี (สำนักการศึกษาต่อเนื่อง)ว่าท่านป่วยเป็นมะเร็ง และกำลังจะไปเยี่ยมที่โรงพยาบาล ได้ยินจากคุณแมว (สำนักบัณฑิตศึกษา) ว่าได้ไปเยี่ยมท่านมาแล้ว และเล่าให้ฟังว่าท่านดีใจแค่ไหนที่คน มสธ ไปเยี่ยม ผมก็เริ่มคิดว่าผมคงต้องไปเยี่ยมท่านบ้าง แต่ในที่สุดผมก็ไม่ได้ไป ถึงอยากจะไปก็ไม่ทัน เพราะทราบข่าวว่าท่านถึงแก่อสัญกรรมแล้ว ผมเองก็รู้สึกละอายเช่นกันที่กว่าจะคิดได้ก็สายเกินไป

อย่างที่ผมเชื่อว่าไม่มีใครในโลกที่ดีวิเศษไปหมด จนไม่มีที่จะติ และก็ไม่มีใครในโลกที่เลว จนไม่มีที่จะชื่นชม ดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดในอดีตจึงเป็นเพียงสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างที่มันเป็น กรณีความขัดแย้งในช่วงปลายสมัยที่ท่านดำรงตำแหน่งอธิการบดีอยู่ กรณีที่ท่านอาจจะทำให้ใครไม่พอใจหรือเสียใจ กรณีที่ใครอาจจะทำให้ท่านไม่พอใจหรือเสียใจเช่นกัน มาถึงวันนี้ผมเชื่อว่าไม่มีใครมานั่งถามหาความผิดถูกอะไรทั้งสิ้น ตรงกันข้ามผมว่าหลายคนอาจรู้สึกเสียดาย หลายคนอาจรู้สึกเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่มีแล้วครับความรู้สึกสะใจหรือสาแก่ใจอะไรทำนองนั้น ไม่ว่าท่านอาจารย์เอี่ยมจะเป็นอะไรต่ออะไรอย่างที่ใครต่อใครกล่าวถึงในอดีตที่ผ่านมา ท่านก็ยังเป็นอธิการบดีที่ทำคุณประโยชน์แก่มหาวิทยาลัยนี้มาพอสมควร (ต้องเน้นว่าได้ทำนะครับ)

ผมไม่ได้มีโอกาสทำอะไรต่ออะไรให้ท่านมากนัก ซ้ำยังน่าละอายที่คิดจะไปเยี่ยมก็สายเกินไปอีก จึงขอใช้พื้นที่นี้เขียนถึงตัวท่านตามที่ผมได้รับรู้ว่าท่านเป็นคนหนึ่งที่ทำคุณประโยชน์แก่ มสธ เพื่อเป็นอนุสรณ์และแทนสิ่งที่ท่านเคยให้แก่ผมมาในอดีต ขอดวงจิตท่านจงเดินทางสู่ภพภูมิที่ประเสริฐ และเป็นจิตที่อิ่มเอิบด้วยความสุขตลอดไป

...ด้วยจิตคารวะ
ชุษณะ รุ่งปัจฉิม

ไม่มีความคิดเห็น: