10/18/2551

50 เข้าไปแล้ว

ผมรับราชการมาตั้งแต่ 1 พฤษภาคม 2521 จนมาถึงปัจจุบันนี้ บวกลบคูณหารไปมาแล้วปรากฏว่าไม่น่าเชื่อนี่ทำงานมาแล้ว 30 ปีเต็มๆ แยะดีจัง เหลือบมาดูอายุก็ปรากฏว่านี่เราปาเข้าไป 50 ปี จวนเจียนจะ 51 อยู่แล้ว ไม่น่าเชื่ออีกเหมือนกัน ถึงตอนนี้ผมมานั่งดูเงินเดือนที่ได้รับก็ปรากฏว่าถ้าความชั่วไม่มีความดีไม่ปรากฏก็อีกราวๆ 6 ปีเงินเดือนก็จะเต็มขั้น (ถ้าไม่มีผลงานที่ดีพอจะไปขอตำแหน่งศาสตราจารย์-ซึ่งก็คงไม่มีหรอก) โดยสรุปก็คือ นี่เราเริ่มแก่แล้ว เมียผมเถียงบอกว่าแก่มาตั้งนานแล้ว (ดูจากสีผมและใบหน้า) คงจะจริง พอมาถึงช่วงนี้ของวัย คนเราก็เริ่มมองไปยังวันเกษียณอายุราชการ แต่เดิมข้าราชการพอถึงวัย 60 ปี ทุกคนก็ต้องเกษียณกลับไปอยู่บ้าน เป็นเรื่องที่ทุกคนที่รับราชการรู้ดี หลายคนปรับตัวได้ดีกับวัยเกษียณชีวิตหลังการทำงานก็มีความสุข มีกิจกรรมทำตามที่ได้ตระเตรียมวางแผนไว้ บางคนปรับตัวไม่ได้พอเกษียณเลยรู้สึกเคว้งคว้าง บางคนวันที่ 1 ตุลาคม ยังหลงแต่งตัวไปทำงานตามปกติก็มีมาแล้ว คือยังงงยังมึนยังรับไม่ได้ว่านี่เราเกษียณแล้วหรือ ยิ่งบางคนตอนทำงานมีตำแหน่งใหญ่โตมีคนล้อมหน้าล้อมหลัง มีความสุขเสียเหลือเกิน พอวันเกษียณไอ้พวกที่เคยมาล้อมหน้าหลังหายหมด กำลังใจก็เลยเสีย ยิ่งทำใจไม่ได้ชีวิตก็ยิ่งทรุดโทรมไปตามลำดับ

กันยายน 2551 ที่ผ่านมามีคนที่ผมรู้จักใน มสธ. เกษียณหลายคน (รวมทั้งที่ขอ early retirement) เช่น พี่สุวิทย์ ไพทยวัฒน์ อันนี้ผมไปร่วมงานเกษียณที่สาขาวิชาศิลปศาสตร์จัดกิจกรรมการเสวนาวิชาการโดยให้พี่แกเป็นผู้นำเสวนาในเรื่อง ความรักของพระปกเกล้า ผมไปร่วมฟังแต่ก็ผิดหวังเล็กน้อยที่พี่วิทย์แกไม่ได้พูดอะไรเท่าไหร่เลย แกบอกว่าแกเขียนไว้ในหนังสือแล้วให้ไปอ่านเอา แกไม่อยากพูดมาก ผมออกงงนิดๆ เพราะอยากฟังพี่วิทย์พูดบรรยาย แต่ก็คิดว่าไม่เป็นไร อย่างน้อยที่จริงผมต้องการมาร่วมงานเกษียณของแกต่างหาก ในฐานะที่รู้จักมักคุ้นกับพี่แกมาตั้งแต่เริ่มทำงานใน มสธ. นอกจากนั้นคนอื่นที่รู้จักก็มีพี่กฤษฎา ประศาสน์วุฒิ คนนี้รู้จักกันมาสมัยตั้งแต่อยู่กองแผนงาน แกเป็นหัวหน้าหน่วยงบประมาณเงินรายได้มาก่อน ตะลอนๆ ไปหลายที่จนกระทั่งมาหยุดอยู่ที่สาขาวิชาส่งเสริมการเกษตรฯ ในฐานะอาจารย์ ผมไม่ได้ร่วมงานเกษียณของแก เนื่องจากเป็นกิจกรรมรวมที่มหาวิทยาลัยจัด (ผมไม่เคยไปงานเกษียณของมหาวิทยาลัยสักครั้ง) แต่เจอแกเมื่อปลายเดือนกันยายน เห็นแกเก็บข้าวของส่วนตัวลงลิฟท์ไปใส่รถกลับไปไว้บ้าน ผมชื่นชมแกอย่างที่สุด เมื่อพ้นหน้าที่ราชการแกก็กลับบ้านอย่างมีความสุข ซึ่งในความเห็นผมนี่คือแบบแผนที่ควรจะเป็น แม้ว่าราชการจะมีช่องทางในการต่ออายุราชการในหลายลักษณะก็ตาม เป็นผมผมก็กลับบ้านครับ หมดหน้าที่แล้วก็กลับ เปิดโอกาสให้มหาวิทยาลัยเขาแสวงหาทรัพยากรบุคคลอื่นมาทดแทนไปตามวัฏจักรของชีวิตการทำงานในองค์กร ให้คนรุ่นใหม่ บุคลากรใหม่ๆ อาจารย์รุ่นใหม่ๆ เข้ามารับหน้าที่ความรับผิดชอบต่อ ไม่งั้นรุ่นน้องที่สำเร็จมาจะมีงานมีการทำหรือ ในเมื่อพวกคนแก่ไม่ยอมกลับบ้าน ยังมานั่งถ่างแข้งถ่างขาอยากทำงานอยู่อย่างนั้น ยิ่งบางคนแสดงความอยากจะอยู่ต่ออย่างน่าละอาย หากมีแบบนี้มากๆ เด็กรุ่นหลังลำบากครับ ผมคิดอย่างนี้จริงๆ เพราะไม่อย่างนั้นองค์กรมันไม่มี dynamic ไม่มีเรามหาวิทยาลัยเขาก็อยู่ได้ บางทีอาจจะเจริญก้าวหน้ากว่าตอนที่เราอยู่ด้วยซ้ำ เพราะตอนที่เราอยู่เราก็ไม่ได้ทำประโยชน์อะไรให้หน่วยงานหรือมหาวิทยาลัยสักเท่าไหร่ ให้คนอื่นรุ่นน้องเขามารับหน้าที่แทนเราเถิด เราไม่ได้สำคัญอะไรมากมายขนาดนั้นหรอก ผมว่าไอ้การต่ออายุราชการหรือการจ้างต่อเป็นผู้ทรงคุณวุฒิอะไรนี่ ไม่น่าจะ work สักเท่าไหร่สำหรับสังคมไทย บริบทมันคนละเรื่องกับในต่างประเทศที่เขาใช้กันมาก่อน มากกว่านั้นผมว่าบรรดาผู้ทรงคุณวุฒิทั้งหลายที่อยู่ในมหาวิทยาลัยพ้นยุคพ้นสมัยไปแล้ว ยิ่งการพยายามที่จะเอาคนที่เกษียณกลับมาช่วยงานมหาวิทยาลัยยิ่งเป็นแนวคิดที่กลับจะสร้างวงจรของระบบอุปถัมภ์ให้ฝังรากอยู่ในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ คนที่ได้ประโยชน์มีเพียงไม่กี่คน แต่มหาวิทยาลัยและบุคลากรโดยรวมไม่ได้อะไรหรอกครับ ไม่เชื่อ wait & see

ไม่มีความคิดเห็น: